ชีวิตที่ไม่ติดกรอบ ของสาวน้ำนิ่งไหลลึก “จุฑามาศ ทรัพย์เจริญกูล” - Swiss Education Group
บล็อก

ชีวิตที่ไม่ติดกรอบ ของสาวน้ำนิ่งไหลลึก “จุฑามาศ ทรัพย์เจริญกูล”

By 18 October 2018 No Comments
จุฑามาศ ทรัพย์เจริญกูล

เหมือนประสบการณ์พายเรือล่องลอยไปในโลกของกระแสน้ำแห่งอินเทอร์เน็ต ที่กระแสน้ำดูเหมือนจะนิ่ง ๆ แต่จริง ๆ แล้ว เป็นน้ำนิ่งที่ไหลลึกมาก และศิษย์เก่าของเราวันนี้ก็ไม่ธรรมดาเช่นกัน ดูมาดนิ่ง ๆ แต่ยิ่งคุย ยิ่งพบว่า เรื่องราวของเธอเต็มไปด้วยความรู้ ความตื่นเต้น ความเซอร์ไพรส์ และอีกหลายเรื่องที่ประทับใจ ตั้งแต่ประโยคแรกจนถึงประโยคก่อนจาก มารู้จักกับเขาได้เลย “จุฑามาศ ทรัพย์เจริญกูล” หรือ “คุณจูเลีย”

ปัจจุบันคุณจูเลีย ทำงานในตำแหน่ง Director of Social Media Marketing ที่ AEC Digital Services ซึ่งเป็นบริษัทของเธอเอง คือดูแลงานโรงแรมส่วนหนึ่ง ในด้าน Digital Marketing หรือพูดแบบเข้าใจง่าย ๆ คือช่วยโรงแรมเพิ่มการขาย หาลูกค้า และกระจายข้อมูลข่าวสารในด้านการตลาด โดยผ่านทางแพลตฟอร์มออนไลน์ ซึ่งถือเป็นสิ่งสำคัญอันดับต้น ๆ ในวงการ Hospitality เลยทีเดียว ก่อนที่เราจะเจาะลึกลงในรายละเอียดการทำงาน เรามาทำความรู้จักกับผู้หญิงคนนี้ ก่อนที่จะมาเป็น Director of Social Media Marketing ที่ AEC Digital Services

AEC logo-100

ก่อนจะมาเป็น Director of Social Media Marketing ที่ AEC Digital Services.

คุณจูเลียเรียนจบปริญญาตรีบริหารธุรกิจที่เกษตรศาสตร์ และตัดสินใจไปเรียนปริญญาตรีอีกครั้งที่ César Ritz Colleges Switzerland (CRCS) ในหลักสูตร Bachelor of International Business in Hotel and Tourism Management (โดยการเทียบโอนหน่วยกิจ จะเรียนจบเร็วกว่าคนอื่น) หลังจากจบปริญญาตรีที่สวิส ก็ได้ศึกษาต่อในระดับปริญญาโทต่อเลย เรียนที่เดียวกัน ในหลักสูตร Master of Science in International Hospitality Management และทำวิทยานิพนธ์จบ ที่ประเทศอังกฤษ เมืองแมนเชสเตอร์ เป็นเวลา 6 เดือน เธอบอกว่าเธอใช้ชีวิตเป็นนักเรียนที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ประมาณสามถึงสี่ปี

ทำไมถึงสนใจไปเรียนต่อการโรงแรม (Hospitality) ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

หลังจากเรียนจบเกษตรศาสตร์ ก็มีความคิดที่จะไปเรียนต่อต่างประเทศอยู่แล้ว และที่ตัดสินใจเรียนที่สวิตเซอร์แลนด์นั้น อันดับแรกเลย เรื่องความปลอดภัย ประเทศนี่ขึ้นชื่อเรื่องความปลอดภัยอยู่แล้ว และหนูก็เป็นคนไม่ชอบเที่ยวกลางคืนเท่าไหร่ ชอบธรรมชาติมากกว่า ใคร ๆ ก็รู้ว่าสวิตเซอร์แลนด์มีธรรมชาติที่สวยงาม ส่วนคนสวิสมีความเป็นระเบียบมาก ก็ทำให้เราต้องมีระเบียบวินัยไปด้วย เช่น เรื่องการเดินทางโดยรถไฟ ต้องเป็นคนตรงต่อเวลา ห้ามสายเด็ดขาด ส่วนเลือกเรียนที่ César Ritz Colleges เพราะว่า “โรงเรียนค่อนข้างเล็ก และประทับใจอาจารย์ผู้สอน เขาดูแลนักเรียนทั่วถึง ให้ความสนใจดูแลเอาใจใส่เราเหมือนเป็นครอบครัวเดียวกัน ใส่ใจแม้กระทั่งการเติบโตของเราด้านการเรียน เช่นคอยพัฒนาความรู้ความสามารถเราเสมอ” และเสริมเรื่องความมั่นใจให้กับเรา ตอนแรก ๆ ไม่ค่อยกล้า แต่หลัง ๆ ก็ดีขึ้น ตอนเรียนอยู่ที่โน่นช่วยได้เยอะ และต้องเอาตัวรอดให้ได้ (หัวเราะ) ตอนนี้ก็ยังคิดถึงอาจารย์และเพื่อนที่เรียนมาด้วยกัน และยังติดต่อกันอยู่ผ่านทางเฟซบุ๊ก

César Ritz Colleges Switzerland

มีการเตรียมตัวก่อนไปเรียนและระหว่างเรียนยังไงบ้าง

ก่อนไปก็มีการเตรียมความพร้อมด้านภาษา เรียนพิเศษภาษาอังกฤษ และตอนที่เรียนที่ César Ritz Colleges หลักสูตรการเรียนการสอน แต่ละวิชามีความใกล้เคียงกับที่คิดไว้ และยังต้องเรียนภาษาเพิ่มช่วงระหว่างเรียนที่โรงเรียนด้วยในแต่ละเทอม “ตอนที่เรียนมีความสุข แต่มักมีความทุกข์ช่วงฝึกงาน” (หัวเราะ) ช่วงเรียนไม่มีปัญหาเลย ด้วยความที่เราเป็นเด็กเรียนตอนเรียนที่ไทย ช่วยได้เยอะทั้งการเรียนและการเตรียมตัวสอบ ไม่กังวลเท่าไร่” ส่วนเรื่องภาษาตอนนั้น ถือว่าพอไหวอยู่ แต่ตอนฝึกงานนั้นไม่เป็นเหมือนอย่างที่คิด ลองมองย้อนกลับไป “ถ้าเราเตรียมตัว เรื่องภาษาที่สาม (ฝรั่งเศษ และเยอรมัน) มาให้มากกว่าตอนนั้น ก็คงดี เพราะตอนฝึกงานลูกค้าเขาไม่พูดภาษาอังกฤษเลย ตอนนั้นต้องใช้ความพยายามมาก ต้องใช้ทักษะด้านการจำ เขียนไม่ได้ก็ต้องจำให้ได้ แล้วค่อยเอามาต่อเป็นประโยค เพื่อที่จะสื่อสารกับเขาให้ได้ มีร้องไห้ไหมตอนฝึกงาน มีค่ะ (หัวเราะ) แต่เขาไม่กีดกัน และไม่เหยียดนะคะ แต่เขาทำงานว่องไวมาก มันเป็นธรรมชาติของการทำงานบ้านเขา ซึ่งต่างกับบ้านเรามาก

ประสบการณ์และประโยชน์จากการฝึกงานทั้งหมด 2 ครั้ง

ฝึกงานทั้งหมดสองครั้งในยุโรป มีประโยชน์มากเลยคะ ทำให้เราพัฒนาตัวเองไปทางที่ดีมาก ไปฝึกงานครั้งแรก ที่ Les Rives Du Doubs แผนก Food & Beverage แถบชานเมือง เป็นรีสอร์ทในเมืองเล็ก ๆ ใกล้กับประเทศฝรั่งเศส ต้องเดินขึ้นเขาไปอีกครึ่งชั่วโมง ไม่มีใครช่วยเราได้ พนักงานน้อย บางวันก็ยุ่งมาก มีแขกเป็นร้อย แต่มีคนเสริฟสองคน (หัวเราะแบบขำเกือบไม่ออก) คือทำตั้งแต่จัดเตรียมสถานที่ ยกเก้าเอง จัดโต๊ะเอง เสริฟเอง เก็บจานเอง และต้องประสานงานกับครัวด้วยเรื่องอาหาร รวมไปถึงเคลียสถานที่เองให้เหลือแต่ห้องเปล่า ๆ มันเหนื่อยนะ แต่มันมีประโยชน์มากเลยคะ ครั้งแรกมันทำให้เรามีหลักการในการคิดที่เร็วขึ้นและมีประสิทธิภาพ ทำงานว่องไวขึ้น แต่การทำงานมันก็ซ้อนมาด้วยปัญหา ปัญหาคือ “แขกที่มาพัก พูดภาษาอังกฤษไม่ได้” เหตุการณ์มันบังคับให้เราต้องเรียนรู้ภาษาฝรั่งเศสเพิ่ม เพราะเราเป็นนักเรียนเอเชี่ยน ภาษาฝรั่งเศสก็จะไม่แข็งเท่ากับเด็กยุโรป ปัญหานี้บอกตัวเองทุกวันว่า “เราต้องทำอย่างไรก็ได้ เราต้องสามารถสื่อสารกับเขาให้ได้”

Les Rives Du Doubs
Les Rives Du Doubs view

ฝึกงานครั้งที่สอง ฝึกงานที่  Hotel Bristol แผนก House Keeping อันนี้ก็ยากขึ้นมาหน่อยหนึ่ง ตรงที่ว่า ต้องทำกะเย็นคนเดียว (กะเช้า เริ่มแปดโมงเช้า เลิกสี่ห้าโมง เป็นการทำความสะอาดห้องทั่วไป) ส่วนกะเย็นคือ เป็น Stand By ทำ Turn Down Service ซึ่งทำตอนห้าโมง เราต้องถือวิทยุเอาไว้รอว่า มีแขกห้องไหนที่เรียกขออะไร ต้องเตรียมความพร้อมตลอดเวลา เพราะเราต้องบริการให้แขกในสิ่งที่เขาต้องการ เขาอาจขอให้เราเปลี่ยนผ้าปูที่นอน หรือขอผ้าขนหนู คือโรงแรมเจ็ดชั้น หนูทำคนเดียวอ่ะ ถ้าห้องไม่ไกล เขาไม่ให้ใช้ลิฟท์นะคะ ถ้าไกลหน่อยถึงให้ใช้ลิฟท์พนักงานซึ่งอยู่ด้านหลัง และเราต้องทำความสะอาดสปา ร้านอาหาร บางวันเจอดีบ้าง แย่บ้าง แต่มันก็ผ่านมาได้ ช่วงก่อนการฝึกงานก็มีเหตุการณ์ที่ รู้สึกอายมาก คือ เราต้องเก็บของออกจากหอพักต้องย้ายที่พักไปฝึกงาน ก็นัดอย่างดิบดี จองรถไฟแล้ว แต่วันนั้นเพื่อนมาสาย คือ หนูต้องเอาเท้าแหย่ค้างประตูรถไฟ ไม่ให้รถออก นานสามนาที ได้ คือโดนพนักงานเดินมาดู แต่ก็โชคดีที่เพื่อนมาทันพอดี อันนี้อายมาก (น้องจูเลียบอกว่ากรุณาอย่าเอาเป็นเยี่ยงอย่าง)

hotel bristol
hotel bristol room

เคยถามตัวเองไหมตอนนั้นว่า “แล้วฉันมาทำไม เนี่ย!”

อยู่บ้านไม่เคยต้องทำอะไรแบบนี้เลย “แต่ก็ดีนะคะ ถือว่าเป็นประสบการณ์ในชีวิต มันทำให้เราเข้มแข็งขึ้น เหมือนโตขึ้น และได้รู้ว่า “ความลำบากของคนอื่น เป็นอย่างไร” ตั้งแต่นั้น เปลี่ยนไปเลยค่ะ เป็นคนเห็นอกเห็นใจคนอื่นมากขึ้น ไม่ใช่แค่เรื่องงานอย่างเดียว รงมไปถึงเรื่องอื่น ๆ ด้วย โดยเฉพาะกับคนทำงานด้านนี้ ทัศนคติเปลี่ยนไปเลย จะเห็นว่าทุกสายงานอาชีพ ทุกระดับ “เราให้ความเคารพเหมือนกัน” เราคุยกันว่า จริง ๆแล้วการเปิดโลกทัศน์นั้น สำคัญเทียมเท่ากับการได้เรียนวิชาความรู้ คุณจูเลียเห็นด้วย แล้วเสริมว่า “การที่ได้เรียนรู้วัฒนธรรมจากเพื่อนที่มาจากหลายชาติ คุยกัน เรื่องต่าง ๆ ว่าถ้าเป็นเรื่องนี้ เรื่องนั้น วัฒนธรรมเขาจะทำแบบนี้แบบนั้น เราจะทำอย่างนี้ แลกเปลี่ยนกัน คบหากันต่อ ๆ มาตอนนี้ เวลาเขามาไทยเราไปเจอ เราไปเที่ยวประเทศเขา เขาพาเราเที่ยว เป็นมิตรภาพที่ยาวนาน ได้ประโยชน์ทั้งเรื่องการงาน และส่วนตัว”

ประสบการณ์การทำงานหลังจากเรียนจบ และก่อนที่จะมาเป็น AEC Digital Services !

หลังจากเรียนจบ กลับมาไทยได้ยังไม่ถึงเดือน เจอเพื่อนเขาทำงานอยู่ที่ Orbitz Travel และแนะนำให้ทำงานที่นี่ ก็เลยได้ทำงานเป็นที่แรก ลักษณะงานที่ Orbitz เป็นการทำงานแบบ ออนไลน์มาร์เก็ตติ้ง กับบริษัททราเวลเอเจนซี่ ได้ความรู้ใหม่เพิ่มและได้ประสบการณ์เกี่ยวกับการตลาด แต่ก็ยังอยากทำอะไรที่เกี่ยวกับงานด้านโรงแรม เพราะเรียนจบการโรงแรมมา เปิดโอกาสให้ตัวเอง เลยได้ย้ายมาทำงานที่ Starwood ประจำที่ Royal Orchid Sheraton ช่วงนั้นก็ทำ Digital Marketing ค่ะ “ถือว่าได้มาทำงานที่ตัวเองอยากทำ คือทำงานด้านโรงแรม ก็ได้เห็นการทำงาน การดำเนินงานจริงในโรงแรมในแต่ละวัน ตอนนั้นมีความสุขดีมาก เพราะตรงกับที่เรียนมา” ทำที่นี่ประมาณสองปีค่ะ แล้วย้ายไปทำ Four Points by Sheraton ซึ่งเป็นโรงแรมในเครือที่เปิดใหม่ ตอนทำที่เก่าที่ Royal Orchid Sheraton ตำแหน่งค่อนข้างเป็นแบบ Corporate Office ดูโรงแรม 20 กว่าโรงแรมที่อยู่ในเครือ ทั้งในประเทศไทย เวียดนาม กัมพูชา แต่พอย้ายไปที่ Four Points by Sheraton ก็มาเป็นตำแหน่ง Online Marketing Manager มีทีมช่วย เวลาคิดทำเรื่องโปรโมชั่น จากหลายฝ่าย ตั้งโจทย์ร่วมกัน กระจายโจทย์ ส่วนเรา Online Marketing Manager รับโจทย์แล้ว เราก็มีหน้าที่เอามาดูแล โดยรายละเอียดแบบคร่าว ๆ คือ กระจายข่าวสาร โดยการเขียน Content เขียน Copy ถ่ายรูป ดาวน์โหลด โปรโมชั่นบน Online Travel Agency ให้ เกิดผลทางการตลาดผ่าน Online Tools เช่น Social Media, Website, and Facebook เป็นต้น

Orbitz
Starwood
four points by sheraton logo

กระบวนการทำงาน และการประสานงาน ผู้ร่วมงาน และแผนกที่เกี่ยวข้อง

ยกตัวอย่างเช่น ทีม Revenue ทีม Marketing ทีม Sale ค่ะ ทุกทีมมีความเกี่ยวข้องกัน ต้องวางแผนงานเป็นระยะเวลา ที่กำหนดเป้าเป็นเดือน ๆ และเป้าหมายใหญ่ แล้วก็ทำตามแผนเพื่อให้บรรลุเป้า เรามีหน้าที่ เอามาเผยแพร่บนสื่อที่เราควบคุมอยู่ คือ ออนไลน์ สเปซ กว่าจะออก มาเป็นตัวโปรโมชั่นของโรงแรมที่เราเห็นตามหน้าจอ นั้นมีขั้นตอนที่ละเอียดรอบคอบมาก ต้องสังเกต “ดูเทรนด์” ว่าตอนนี้การจองห้องเรามีเหลือเท่าไหร่ กี่เปอร์เซ็นต์ จุดนี้เราทำงานร่วมกับส่วนจองห้อง เราก็ต้องคาดการณ์ และวางแผนสามเดือนล่วงหน้า ว่าจะทำการตลาดระยะไหน อย่างไร เพื่อให้เกิดการโปรโมท ให้คนจองมีล่วงหน้ามากขึ้น ก็อาจมีการจองแบบ Early Bird บุ๊คมาเยอะ ๆ ทำนองนี้ ทั้งนี้ก็ต้องดูพื้นฐานของเป้า ที่หัวหน้าฝ่ายการขายและผู้จัดการใหญ่ที่ตั้งเป้ามา ว่าจะต้องได้เป้าอย่างไร เท่าไหร รายได้โดยรวมต่อวันต่อเดือนเท่าไหร่ทำนองนี้ เราก็ทำงานร่วมกับทีม Revenue มาตีโจทย์และ Apply ค่ะ การขึ้นลงราคาอาจมีทุกวัน ตอนเช้าเราประชุมแล้วว่าเมื่อคืนได้เท่าไหร่ อย่างไร อาทิตย์นี้ขาดเหลือเท่าไหร่ เราก็ต้องปรับ ทำ ที่ Platform ที่เรารับผิดชอบ ตามสถานการณ์ในแต่ละวัน

ตอนนี้ใคร ๆ ก็พูดถึง Digital Marketing แต่จริงแล้ว มันคืออะไรค่ะ

Digital Marketing จริง ๆ แล้วมันก็ค่อนข้างกว้างนะคะ การตลาดสำหรับโรงแรมค่ะ ซึ่งส่วนมากโรงแรมก็จะมีการทำการตลาดหลายช่องทาง เป็นการตลาดทั้งออนไลน์และออฟไลน์ ซึ่งก็คือ พวก PR ซึ่งทำแบบ Traditional Marketing คือการตลาดแบบดั่งเดิม จัดอยู่ในรูปแบบสิ่งพิมพ์ แบบต่าง ๆ เช่นการเชิญนักข่าวเข้ามาในโรงแรม แล้วก็เอาไปเขียนลงตามสื่อสิ่งพิมพ์ เป็นต้น ส่วน Online Marketing ก็จะเป็นการรวบรวม ส่วนที่เป็น World Wide Web และ Mobile Phone เป็นต้น “เราแบ่งมันออกเป็นสามช่วงระยะนะคะ เอาง่ายๆ คือ Awareness, Engagement and Conversion แต่ละช่วงก็ใช้วิธีการไม่เหมือนกัน

Online Marketing

ขั้นแรก Awareness อย่างที่เล่าไปแล้วคือระยะที่จะทำอย่างไรให้คนรู้จักโรงแรมเรา เราจะ Taget ลูกค้ากลุ่มไหน เช่น โรงแรมเรเนซองส์ ราชประสงค์เป็นโรงแรมไลฟ์สไตล์ย่านนี้ เหมาะกับคนชอบ Shopping เราอาจ Taget ไปที่คนสิงคโปร์ เราก็ซื้อ keyword ที่คนสิงคโปร์ชอบใช้ Search ชอบใช้ค้นหา และเราก็จะลงทุน ไปที่ Google ที่เป็น Domain ของสิงคโปร์ ซึ่งเป็นการตลาดแบบเจาะค่ะ หรืออย่าง Facebook ก็ทำได้ หรือบอกโปรโมชั่นที่หน้าเพจในประเทศกลุ่มที่เราตั้งเป้าขาย

ขั้นต่อมาคือการ Engagement เริ่มมีส่วนร่วม คือการที่เราจะมีปฏิสัมพันธ์อย่างไรเพื่อไม่ให้ลูกค้าลืมเรา เหมือนเป็นการสร้าง Loyalty กับสินค้าเรา คือการแสดงความจงรักภักดีต่อลูกค้า

และสุดท้ายคือ Conversion ลูกค้าที่รู้จักเราแล้ว ให้เข้ามาเป็นปัจจัยหลักในการสร้างยอดขายให้แก่โรงแรมของเราค่ะ เช่นการที่จองห้องพักออนไลน์ก็คือการขายผ่านทางเว็บไซต์ ทางออนไลน์นะคะ หรือแม้แต่การการให้ลูกค้ามาทานอาหารกับเรา ก็สร้างรายได้เหมือนกัน และรักษาฐานลูกค้าอีกด้วย

ซึ่งมันตรงกับรายวิชาที่ได้เรียนมา คือ Due Diligence Management  “เป็นวิชาที่เราได้เรียนว่า วิธีการเพิ่มประสิทธิภาพเพื่อ การเพิ่มรายได้ ขององค์กรหรือธุรกิจของเราอย่างไรให้มากขึ้นนั้นเข้ามานั้นต้องทำอย่างไรบ้าง” เหมือนเป็นการตรวจสอบ ควบคุมและการบริหารจัดการดีมานด์ และ อีกวิชาคือ Oneline Marketing วิชาอีกตัวหนึ่ง “ที่สอนเรื่อง ออนไลน์ เอเจนซี่ ว่ามีบทบาทอย่างไรกับวงการธุรกิจนี้” ตอนก่อนนั้น จูเลียไม่รู้จักเลย ก็คือ ถ้าจะจองโรงแรมก็ประมานว่าโทรไปจอง สมัยเก่าๆนะคะ แต่ว่าพอได้รู้จักบทบาทนี้แล้ว เป็นองค์กรที่น่าสนใจ อยากเรียนรู้

online marketing

อะไรคือสาเหตุที่ออกมาทำเป็นของตัวเอง

จุดที่ออกมาทำเป็นของตัวเองตอนนี้ ก็เพราะบ้านเรายังไม่มี Expert (ผู้เชี่ยวชาญ) ด้านนี้มากเท่าไร่ ยกตัวอย่างเช่น “ทางโรงแรมก็ใช้เอเจนซี่ข้างนอก และบางทีเขาก็ไม่ใช่คนที่เคยเรียน หรือเข้าใจ งานภายในโรงแรมมากก่อน เขาอาจเก่งในเรื่องตัวสินค้า แต่พอมาเป็นโรงแรม เขาอาจไม่รู้ถึง เสน่ห์ของโรงแรม ซึ่งมี Culture ในตัวมันเอง จึงทำให้การขายนั้นต่างกันค่ะ” เช่นการขายโรงแรมนั้น ถ้าขายวันนี้จะเอามาขายพรุ่งนี้ไม่ได้อีก และถ้าขาย ณ จุดนี้วันนี้ไม่ได้ พรุ่งนี้ก็ขายไม่ออกอย่างแน่นอน คืกขายแบบวันต่อวัน และรายได้ตรงนี้ก็จะหายไปเลย แต่ในขณะที่ตัวสินค้ายังเก็บไปขายได้อีก ขายโรงแรมนั้นรวมทั้งเรื่อง โปรโมชั่น ระยะเวลา กลุ่มเป้าหมายและจุดไหนที่เรายกมาขาย มันละเอียดอ่อนมากค่ะ อย่างเช่น มีการขายที่เป็นแบบฤดูท่องเที่ยว การขายกลุ่มประชุม ขายแบบอีเว้นท์ ขายแบบเดินเข้ามาเลย ขายอาหาร ขายบริการที่ประทับใจ เป็นสินค้าที่มีความซับซ้อน และที่สำคัญเรารู้ขั้นตอนการทำงาน สามารถเห็นภาพโดยรวมทั้งหมด ถือว่าเป็นความก้าวหน้าที่ไม่มีกรอบ มีอิสระในการทำงาน สามารถกำหนดแนวทางได้เอง มีความตื่นตาตื่นใจในการได้เรียนรู้ พบผู้คนใหม่ ๆ ได้ทำอะไรในสิ่งที่คิดว่า “เราใช่

บริหารจัดการภายในบริษัทกันอย่างไร

เราจะจ่ายงานลูกน้องตามคน งานตามความถนัดของแต่ละคน และเขาทุกคนก็ทำออกมาได้ดี ฝึกให้มีการพัฒนาตลอดเวลา บางเรื่องที่ในทีมไม่รู้ เราก็มีการสอนเพื่มเติม ส่วนเรื่องบุคลิกนั้น จะดูคนที่เหมาะกับงานแต่ละอย่าง คนที่ Proactive คือคนที่มีความต้องการที่จะเรียนรู้ สอนอะไร ก็จะไปได้เร็ว มีประสิทธิภาพ ตอนที่อยู่ Starwood สอนทุกเดือน และที่บริษัทเรามีทำ Workshop สอนนะคะ เรียนรู้ แล้วนำมาสอนต่อ เคยเป็นอาจารย์สอนพิเศษอยู่ ที่เกษตรศาสตร์ การเป็นครูพิเศษมันยากแต่มันก็ท้าทาย ข้อดีที่สอนสอนคือ “การสอนทำให้เราเตรียมตัว เหมือนเป็นการทบทวนเราด้วย

team work

ใช้พลังมากแค่ไหนในการเป็น Entrepreneur (เจ้าของธุรกิจ) ?

คนทำงานธุรกิจของตัวเอง ใช้พลังงานสูงมาก ตอนทำช่วงแรก ๆ ประมาณปีกว่า ๆ ก็มีลูกค้าเพิ่มขึ้นทุกเดือน “ลูกค้าบอกปากต่อปาก
เธอสารภาพว่า “ไม่เคยทำการตลาดให้บริษัทตัวเอง” แต่เธอมีนี่คะ เธอบอกว่า “การดูแลลูกค้าอย่างเที่ยงธรรม ดูแลแต่ละลูกค้าแบบที่เรียกว่า ไม่ให้มีความขัดแย้งผลประโยชน์กันเอง และความเป็น Professional (ความเป็นมืออาชีพ) สำคัญมากต่อบริษัท AEC Digital Services

ทำงานทุกวันนี้ มีโจทย์ใหม่ทุก ๆ วัน เพราะการทำงานที่ต่างกัน โดยเฉพาะโรงแรมเล็ก ๆ ไม่มีเงินมากในการทำโฆษณา ซึ่งไม่เหมือนโรงแรมที่เป็นสาขามาจากโรงแรมแม่ใหญ่ ๆ เราจะวางแผนช่วยดูการขายออนไลน์ แต่มีส่วนที่น่าสนใจตอนนี้นิดหน่อยคือ ตอนนี้การรีวิวโรงแรมมีส่วนสำคัญกับการตลาดมากอยู่ เราอาจแนะนำเจ้าของธุรกิจ “ให้มีการปรับปรุง การบริการ พนักงาน หรืออะไรที่จะทำให้เกิดการรีวิวที่ดี แล้วมีผลต่อ Ranking ของโรงแรม เพื่อการตลาดที่ดีขึ้น ตอนนี้ รีวิวสำคัญมากเหมือนกับโรงแรมแทบจะขาดไม่ได้แล้ว เป็นประสบการณ์ตรง ที่เราซื้อไม่ได้จากที่ไหน เราจะช่วยดูแล ทำการวิจัยให้โรงแรมเก็บข้อมูลไปปรับปรุง

ชีวิตตอนนี้ตื่นขึ้นมา ก็ต้องนั่งจัดตารางตัวเองว่าอะไรที่สำคัญก่อนคือ สิ่งที่ต้องทำให้เสร็จก่อน ก่อนกินกาแฟ ส่วนมากจะจดไว้ก่อนนอน คือต้องมีการจัดการที่ดี และส่วนตัวนั้นคิดว่าเราต้องตามเทรนด์ให้ทัน เพราะมันทำให้เรามีความรู้ก่อนคนอื่น และเป็นประโยชน์ต่อลูกค้า อันนี้ตื่นเต้นทุกวัน และอีกหนึ่งส่วนสำคัญของการทำงานด้านนี้ คือการนำเสนอผลสรุปเกี่ยวกับการตลาดให้กับลูกค้าค่ะ ด้วยความที่เราเป็นเจ้าของธุรกิจ ที่เกี่ยวกับการให้บริการลูกค้า และเป็นช่วงที่เพิ่งสร้างธุรกิจ ลูกน้องไม่เยอะ ดังนั้นเราก็ต้องเป็นคนเขียนรายงานนำเสนอเอง เพื่อให้ลูกค้าได้เห็นว่าที่ผ่านมามีการทำการตลาดช่องทางไหน และวิธีไหนบ้าง และผลของการโฆษณา

ต้องเตรียมตัวอย่างไรบ้าง ถ้าอยากทำงานด้าน Online Marketing

ก่อนอื่นเลย ไปเรียนที่สวิตเซอร์แลนด์ต้องตั้งใจเรียน เก็บเกี่ยวทุกวิชามาให้มากที่สุด เพราะสามารถนำมาใช้ได้หมดจริง ๆ หลักสูตรที่เขาคิดมา เค้าคิดมาดีแล้ว เกี่ยวเนื่องกันในชีวิตการทำงาน “เปิดใจรับทุกความรู้จากอาจารย์ จุดประกายตัวเองให้ได้ สังเกตตัวเราเองว่าสนใจในด้านไหน วิชาไหนที่ชอบมาก หรือวิชาไหนที่ทำออกมาได้ดี ได้รับคำชมจากเพื่อนๆหรืออาจารย์ ส่วนมากทุกคนรู้ สิ่งไหนที่เราชอบแล้วทำมันออกมาได้ดี มันก็เหมือนตัวชี้ให้เราเล็ก ๆ นะคะว่า เราอยากกลับมาทำอะไรบ้างในสายโรงแรม หรือธุรกิจการบริการนี้ (Hospitality Industry) มีหลายสาขาอาชีพที่รองรับเข้าทำงาน หรือมาเป็นเจ้าของธุรกิจตัวเอง ซึ่งตอนที่เราเรียนอยู่ที่โน่นนั้น เราอาจจะเห็นตัวตนที่แท้จริงของเราได้ และช่วงนี้ที่น้องฝึกงาน “ขอให้น้อง ๆ สู้ ๆ เข้มแข็งอดทนคะ เพราะเมื่อมองกลับไป เราจะจำได้หมด ว่าความลำบากทุกอย่างมันสอนเราได้หมดเลย และเอามาใช้ได้กับชีวิตตอนนี้” ลองมองย้อนกลับไป จะเห็นเลยว่า ความลำบากตอนนั้นเรายังผ่านมาได้ เวลาเจอปัญหาในตอนนี้ “อดีตมันจะเป็นกำลังใจให้เราฝ่าฟันกับปัญหาที่เกิดในชีวิตการทำงาน ขอเน้นว่าการไปเรียนที่สวิตเซอร์แลนด์” มันไม่ได้แค่เฉพาะวิชาความรู้อย่างเดียว ได้ประสบการณ์การใช้ชีวิต และเราจะได้ทำในสิ่งที่เราไม่เคยทำมาหรือสัมผัสมาก่อน หล่อหลอมเราในเรื่องจิตใจ เห็นใจคนอื่นมากขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องที่ดี และมีประโยชน์ต่อชีวิต ทำให้เราเป็นคนเก่งที่มี Soft kills เป็นจิตวิทยาในการใช้ชีวิต และการทำงาน

online marketing

Digital Marketing เป็นงานที่มีความเปลี่ยนแปลงทันสมัยตลอดเวลา ถ้าใครที่สนใจงานด้านนี้ ต้องตื่นตัวเสมอ ติดตามข่าว มีบทความดี ๆ ต้องอ่าน เพิ่มความรู้ เกี่ยวกับเรื่องนี้ เช่น วันนี้ Facebook เป็นแบบนี้ เดือนถัดไป เปลี่ยนเป็นคนละแบบ ออนไลน์มาเก็ตติ้ง Platform ต่าง ๆ มีการเปลี่ยนแปลงเร็วมาก และจะมีข้อมูลใหม่ ๆ ส่งออกมาเรื่อย ๆ อีกอย่างเป็นเรื่องของการลองผิดลองถูกสำคัญมาก ดังนั้น คนที่ทำตรงนี้ต้องเป็นคนกล้าลอง มีความชอบด้านนี้ ถ้าเป็นคนที่ Proactive จะปังมาก ถ้ามีระบบมีกฎมาก ๆ มักจะไม่ได้ผล เราต้องลองเปลี่ยน ปรับไปเรื่อย ๆ ศึกษากลุ่ม Target และแยกแยะให้ได้ ศึกษาที่ตั้งของโรงแรม เพราะตำแหน่งต่างกัน Target ก็ต่างกัน แม้แต่การทำงานกับ Online Travel Agency (OTA) ต่าง ๆ ก็มีสไตล์ต่างกัน มีแทคติกต่างกัน รายละเอียดของแต่ละเจ้าต่างกัน

มาถึงบทที่ไม่เกี่ยวกับงานบ้าง ช่วงวันหยุดหรือเวลาว่าง

การเป็นเจ้าของธุรกิจ นั้นเรียกว่าเป็นการแบ่งเวลามากกว่า เราสามารถทำงาน มากน้อยแต่ละช่วง ตามงาน แบ่งเวลาไปออกกำลังกาย คือชอบไปต่อยมวยค่ะ และยังได้คุยกับคนที่เขาอยู่อีกโลกหนึ่งจากเรา ชอบทำอะไรที่มี Interactive มีปฎิสัมพันธ์กับคนที่ต่างจากเรา และคนที่ไม่ได้อยู่ในวงการเดียวกัน เวลาทำอะไรหรือไปไหน เราจะเก็บมาเป็นข้อมูลหมด เช่นขึ้นรถไฟฟ้า เราก็ดูพฤติกรรมคนต่าง ๆ นา ๆ เขาสนใจอะไรกัน คือหาความเป็นไปได้ Potential Channel ให้ลูกค้าเอามาใช้ และชอบไปดูหนังรอบดึกมาก ๆ มีเวลาเจอคุณพ่อ คุณแม่ ทุกอาทิตย์ และมีแมวค่ะ ชอบลี้ยงแมว เพราะชอบที่เขามีโลกส่วนตัวดี ไม่ขึ้นกับเรามากไป ไปรับเลี้ยงแมวจรมาเลี้ยง

จุฑามาศ ทรัพย์เจริญกูล

บอกแล้วไงคะ ว่าจูเลียเป็นคนเก่ง ทันสมัยและมีความ Courage (ความเก่ง ความกล้า ความสามารถ) เรื่องของจูเลีย น่าจะเป็นประกายไฟให้กับน้องอีกหลายคนที่กำลังคิดจะใฝ่หาสิ่งที่ตัวเอง อยากเรียน อยากทำ ขอขอบคุณน้องจูเลียและ Swiss Education Group Thailand ในการสนทนาครั้งนี้ พบกันใหม่ฉบับหน้าค่ะ