César Ritz “The Customer is always right”

สมัยนี้กระแสหนังเก่าๆ หรือการเรียนรู้ประวัติศาสตร์เก่า ค้นหาต้นตออะไรๆทั้งหลายกำลังมาแรงเป็นเรทติ้งฮิตติดลม ดังนั้นการที่เราจะย้อนยุคมาทำความรู้จักกับ César Ritz บิดาแห่งการโรงแรมสมัยใหม่ของสวิตเซอร์แลนด์และเจ้าของคำที่ผู้ประกอบการธุรกิจการบริการทั้งหลายถือเป็นคัมภีร์ “The Customer is always right” ลูกค้าถูกเสมอ ว่าง่ายๆก็คือ “ลูกค้าถูกเสมอนะคะ” นั้นเอง ดังนั้นจึ่งมิให้เป็นการตกกระแสนะเจ้าคะ เรามาทำความรู้จักกับ César Ritz กันเลยเจ้าค่ะ

César Ritz ผู้ซึ่งเป็นที่รู้จักในฐานะ "กษัตริย์แห่งนักการโรงแรมและนักการโรงแรมเพื่อกษัตริย์" เป็นใครมาจากไหน

บิดาแห่งการโรงแรมคนนี้ไม่ได้เกิดมาในตระกูลที่ร่ำรวยเลิศหรู เซซาร์ ริทซ์ เป็นลูกคนสุดท้องในจำนวนพี่น้องสิบสามคนของครอบครัวชาวนาจนๆ แห่งหมู่บ้านนีลเดอร์วาลด์ (Niederwald) สวิสเซอร์แลนด์ ตอนอายุสิบสองเขาถูกส่งไปเป็นนักเรียนประจำที่โรงเรียนนิกายเยซูอิต ที่เมืองไซออน จากนั้น อายุสิบห้าก็ไปฝึกงานที่โรงแรมใน เมือง Brig ในขณะที่ทำงานเป็นพนักงานเสิร์ฟไวน์ฝึกหัดที่นั่น ไม่ทราบว่าไปทำอะไรเข้า เขาถูกดูถูกโดยลูกค้าของโรงแรม โดยว่าใส่เขา พูดเป็นภาษาง่ายๆดิบๆหน่อยก็คือว่า "เอ็งคงไม่มีวันจะรุ่งในธุรกิจโรงแรม ได้หรอก เพราะมันต้องใช้ความสามารถพิเศษ และพรสวรรค์ ขอบอกความจริงตรงๆนะไอ้หนู ว่า เอ็งไม่ได้มีมันหรอกอ่ะ” เดาว่าคำพูดนี้อาจเป็นแรงขับลึกๆในใจที่ทำให้เซซาร์ ริทซ์ ประสบความสำเร็จในอาชีพเขาเป็นแน่แท้ ด้วยความไม่น่าจะรุ่งเรื่องในการทำงานที่โรงแรมแห่งนี้ หนุ่มน้อยเซซาร์ ริทซ์ กลับไปทำงานที่โรงเรียนนิกายเยซูอิตอีกในฐานะ เจ้าหน้าที่ดูแลห้องเก็บเครื่องใช้พิธีของโบสถ์ รวมทั้งมีหน้าที่ดูแลสิ่งก่อสร้างอื่นๆและบริเวณรอบๆ โรงเรียนด้วย แต่ก็เป็นช่วงเวลาสั้นๆ เพราะหลังจากนั้น เขาก็ตัดสินใจครั้งสำคัญอีกครั้งหนึ่ง เซซาร์ ริทซ์ ตัดสินใจออกเดินทางจากบ้านไปแสวงโชค (แบบหนุ่มสาวสมัยนี้ทำคือออกจากบ้านมาอยู่ด้วยตัวเอง คือการ Leave home ซึ่งเป็นการเช่าห้องอยู่กับคนอื่นและทำงานไปด้วย) ขณะนั้น เซซาร์ ริทซ์ อายุได้ 17 ปีเมื่อเขาเดินทางมาปารีส ในปี 1867 หรือ 2410 ทำงานเป็นพนักงานเสริฟอาหาร และไต่เต้าขึ้นมาตามลำดับจนกระทั่งถึงตำแหน่งผู้จัดการ และประสบความสำเร็จในหน้าที่การโรงแรมตำแหน่งที่สมัยนี้ เรียกว่า CEO เป็นเจ้าของโรงแรม Ritz อันโด่งดังทั้งในปารีสและลอนดอนที่เรารู้จักกัน

ทางเดินของชีวิตที่ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ

ชีวิตเริ่มบนหนทางที่ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบเพราะต้องต่อยอดจากศูนย์ของของ เซซาร์ ริทซ์ ในชั่วห้าปีแรกในปารีสของเขาเริ่มจากการสะสมความรู้ด้วย การทำงานและทำงาน เกลาประสบการณ์ล้วนๆ เปลี่ยนที่ทำงาน ร้านอาหารมากมาย ในขณะเดียวกันก็พัฒนาบ่มเกลาบุคลิกภาพภาพของตัวเอง ที่สมัยนี้เรียกว่า กรูมมิ่งนั่นเอง จากงาน เด็กเสิร์ฟ และเป็นพนักงานทำงานจุกๆจิกๆ จนกระทั่งสามารถเป็น  maître d'hôtel หัวหน้าพนักงานบริกรและแผนกต้อนรับ เห็นได้ว่าชีวิตเขาช่างเต็มไปด้วยสีสัน หนักเอาเบาสู้และเรียนรู้ไปพร้อมๆกัน งานที่ทำให้เซซาร์ ริทซ์ ได้เรียนรู้แบบเต็มๆเหมือนได้เข้าเรียนวิทยาลัยการโรงแรมแบบสมัยนี้คือ ก็คือการทำงานเป็นผู้จัดการที่ Restaurant Voisin เรียนรู้ทุกอย่างที่จำเป็นจากการทำงานที่นี้ ระหว่างปี 1869 และ 1872 Restaurant Voisin เป็นภัตตาคารหรูเลิศที่สุดในปารีสขณะนั้น ต้อนรับแขกวีไอพี เช่น ซาราห์ เบิร์นฮาร์ท, จอร์จ แซนด์, เทโอฟิล โกติเยร์ และอะเล็กซองดร์ ดูมา มีเมนูยอดนิยมระดับตำนาน เช่น ซุปงวงช้าง อูฐย่าง รวมทั้งหมาป่าในซอสทำจากกวาง ทั้งนี้คือ ตอนนั้น เนื่องจากภาวะขาดแคลนเนื้อระหว่างสงครามปรัสเซียนและฝรั่งเศส ดังนั้นสวนสัตว์จึ่งกลายเป็นแหล่งซัพพลายเนื้อซะเลย ฮือ ฮือ

ในปี 2415 ในริทซ์มาเป็นพนักงานเสิร์ฟของ Hôtel Splendide ปารีสซึ่งเป็นหนึ่งในโรงแรมฟุ่มเฟือยมากที่สุดในยุโรปในเวลานั้น ที่นี้เองเขาได้พบกับแขกคนรวยชาวอเมริกันที่ร่ำรวยแบบสร้างเนื้อสร้างตัวเองในหรือที่เรียกว่า self-madeซึ่งมีผลต่อเขาอย่างมากในเรื่องของแรงขับดันส่วนตัวในการสร้างความก้าวหน้าในอาชีพในปี 2416 (1873) เขามาเป็นทำงานพนักงานเสิร์ฟในเวียนนา ช่วงเวลาที่มีการแสดงนิทรรศการนานาชาติ เวลานี้เองที่เขาได้รับความรู้มากมายในอุตสาหกรรมการโรงแรมและการศิลปะการทำอาหารเพื่อการบริการบุคคลสำคัญระดับสูง เช่นเจ้าฟ้าชายแห่งเวลส์

การเป็นผู้จัดการ และการก้าวสู่ระดับที่เรียกว่าติดลมบน ณ บัดนาว ของเซซาร์ ริทซ์ เกิดขึ้นเมื่อปี 2421 (1878) เมื่อเขาได้งานเป็นผู้จัดการที่โรงแรมแกรนด์โฮเต็ลแห่งชาติในลูเซิร์นและดำรงตำแหน่งเดียวกันแกรนด์โฮเต็ลในโมนาโก เขาเป็นผู้บุกเบิกในการพัฒนาโรงแรมหรู เซซาร์ ริทซ์ รู้ดีว่าจะดึงดูดลูกค้าที่ร่ำรวยได้อย่างไร ได้รับชื่อเสียงสำหรับรสนิยมและความสง่างามเป็นเลิศทุกด้านของโรงแรม ภายใต้การบริหารของเขา โรงแรมแกรนด์โฮเต็ลที่ลูเซิร์นได้รับการยกย่องว่าเป็นโรงแรมที่หรูหราที่สุดในยุโรป เป็นที่มาของคำคม “เห็นทุกอย่างโดยไม่ต้องมอง ได้ยินทุกอย่างโดยไม่ต้องฟัง” และประโยคอมตะ “The customer is always right.”

เมื่อสองสิงห์อยู่ในถ้ำเดียวกัน เมื่อคิงพบคิง “the king of chefs and the chef of kings” ออกุสต์ เอสกอฟฟิเยต์ (Auguste Escoffier) หุ้นส่วนของริทซ์ "king of hoteliers, and hotelier to kings”

หุ้นส่วนมิตรแท้ของริทซ์คือ ออกุสต์ เอสกอฟฟิเยต์ (Auguste Escoffier) หัวหน้าพ่อครัวผู้ได้ชื่อว่าเป็นบิดาแห่งการปรุงอาหารตามแบบฉบับฝรั่งเศส คนเขียนหนังสือชื่อดัง A guide to modern cookery ในปี 1903 ทั้งคู่ร่วมกันเปิดภัตตาคาร Conservations Haus ที่เมืองบาเดน-บาเดน จากนั้นได้รับเชิญให้เป็นผู้จัดการและหัวหน้าพ่อครัวที่โรงแรมซาวอยในเมืองลอนดอนในปี 1889 ที่ซึ่งรับรองเจ้านายแห่งราชวงศ์อังกฤษ อาทิ เจ้าชายแห่งเมืองเวลส์ รวมถึงเชื้อพระวงศ์สำคัญๆแห่งยุโรป ข้าราชสำนักและคนดังในแวดวงสังคมชั้นสูง ริทซ์ถูกขนามว่าเป็นอัจริยะ ผู้ซึ่งทำให้โรงแรมซาวอยประสบความสำเร็จโด่งดังเป็นที่รู้จักของคนทั่วไป เป็นโรงแรมที่สมบูรณ์แบบของคนในยุคสมัยนั้น เขาได้นำกลิ่นอายแบบฝรั่งเศสมาสู่การบริการและอาหารที่ได้ชื่อว่า French haute cuisine เมนูชื่อดังของซาวอยในยุคนั้นได้แก่ พีชเมลบา (Peche Melba) ทว่าในที่สุดเขาก็โดนกลั่นแกล้งจนต้องลาออกจากโรงแรมซาวอย เลดี้ เดอเกรย์ ถึงกับกล่าวว่า “ริทซ์ไปที่ไหน ฉันไปที่นั่น” ไม่เพียงหัวหน้าพ่อครัวเอสกอฟฟิเยต์เท่านั้น แต่ยังมีพนักงานหลายหลายคนลาออกตามเขาไปร่วมบุกเบิกกันที่โรงแรมคาร์ลตัน ในเมืองเฮมาร์เก็ต

หลังจากนั้น ชีวิตเขาก็ยุ่งกับการก่อร่างสร้างธุรกิจโรงแรมในเมืองต่างๆตั้งแต่ โรม แฟรงค์เฟิร์ต มอนติคาโรว์ ลูเซิร์น และโครงการต่างๆในมาดริดไคโรและโจฮันเนสเบิร์ก เรียกได้ว่าเดินทางจนกระเป๋าเดินทางไม่เคยว่าง ในปี 1896 เซซาร์ ริทซ์ก็ก่อตั้งเครือโรงแรมริทซ์ ร่วมกับมหาเศรษฐีชาวแอฟริกาใต้ อัลเฟรด เบท (Alfred Beit) มหาเศรษฐีที่ร่ำรวยที่สุดในโลกของยุคนั้น และในวันที่ 1 มิถุนายน 1898 โรงแรมริทซ์ได้ฤกษ์เปิดตัวที่ปลาสวองโดม ในเมืองปารีส โดยมี เลดี้ เดอเกรย์ เดอะยุคและดัชเชส เดอ โรฮาน, คาลูสต์ กัลเบนเคียน และมาร์เซล พรูสต์ มาร่วมงานซึ่งเป็นที่รู้กันดีว่า ภายในงานเปิดตัวโรงแรมนี้มีการรวมตัวของมหาเศรษฐีและคนดังที่มีชื่อเสียงระดับโลกมาเข้าร่วมงานเป็นจำนวนมาก

เขาเปิดตัวโรงแรมริทซ์ที่ลอนดอนในปี 1906 ทำให้โรงแรมริทซ์ ลอนดอนกลายเป็นที่รวมตัวของเหล่าบรรดามหาเศรษฐีและคนดังที่มีชื่อเสียงในขณะนั้นเช่นกัน แม้แต่กษัตริย์อัลฟองโซที่ 13 แห่งสเปน ซึ่งทรงโปรดปรานความหรูหราของโรงแรมริทซ์ที่ปารีสเป็นอย่างมาก ดำริอยากให้สเปนมีโรงแรมอย่างนี้บ้าง จนในที่สุดโรงแรมริทซ์ก็ได้เปิดตัวที่กรุงแมดริด ในประเทศสเปน เมื่อปี 1910 ทั้งนี้หัวหน้าพ่อครัวเอสกอฟฟิเยต์ อยู่เคียงข้างเป็นผู้ช่วยหุ้นส่วนคนสำคัญในธุรกิจของเซซาร์ ริทซ์ จนกระทั่งบั่นปลายเมื่อ เซซาร์ ริทซ์ เกษียณอายุจากธุรกิจ

โรงแรมริทซ์ สมัยใหม่และตำนานเมาส์ วีรกรรมคนดังที่ริทซ์

มีบุคคลสำคัญมากมายที่ถูกจารึกไว้ในตำนานของโรงแรมริทซ์แห่งเมืองปารีส เช่น กษัตริย์เอ็ดเวิร์ดที่ 7, เออร์เนสต์ เฮมมิงเวย์, โคโค่ ชาแนล และสก็อตต์ ฟิทซ์เจอรัลด์ แม้แต่แฮร์มันน์ เกอริงแห่งกองทัพนาซี ในสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง ก็ยังเข้ามายึดและพักที่นี่ หรือ จอร์จ ดับเบิลยู. บุช ประธานาธิบดีอเมริกา และที่เป็นเรื่องโด่งดังก็คือ เป็นที่ที่เจ้าหญิงไดอาน่า ได้เสวยอาหารค่ำมื้อสุดท้ายที่นี้ก่อนสวรรคตด้วยอุบัติเหตุ

มีเรื่องเมาส์ต่างๆของวีรกรรมบุคคลสำคัญที่มาพัก อย่างเช่น เฮมมิงเวย์ หนึ่งในบุคคลสำคัญในวงการน้ำหมึกของโลก เขาได้โยนภาพถ่ายของภรรยาเก่าทิ้งลงโถส้วมในห้องพักเมื่อเธอขอหย่า ไม่เพียงเท่านั้นยังเอาปืนมายิงโถส้วมซ้ำด้วยความคับแค้น ไม่ทราบว่าเสียค่าปรับไปเท่าไหร่อ่ะค่ะ ส่วนบุคคลสำคัญต่อมาคือ โคโค่ ชาแนล เจ้าแม่แห่งวงการแฟชั่น ก็อาศัยอยู่ในห้องสวีทของโรงแรมเป็นบ้านนานถึงสามสิบห้าปี ดังนั้นต่อมาห้องสวีทหลายหลายห้องจึงถูกตั้งชื่อตามคนดัง เช่น เอลตัน จอห์นสวีท วินด์เซอร์สวีท โคโค่ชาแนลสวีท บาร์เฮมมิงเวย์ และยังใช้เป็นฉากในนวนิยายและภาพยนตร์อีกหลายเรื่อง อาทิเช่น The Sun Also Rises, Tender is the Night, Funny Face, Love in the Afternoon และ How to Steal a Million เป็นต้น ด้วยองค์ประกอบของความหรูหรามาจากสถาปัตยกรรมและการตกแต่งอันเป็นเริ่ดเต็มเปี่ยมไปด้วยความมีเอกลักษณ์ คงความคลาสสิกสไตล์หลุยส์ที่ 14 ไม่ว่าจะเป็นเฟอร์นิเจอร์ ภาพวาด โคมไฟแชนเดอเลียร์ หรือการที่ทุกห้องมีห้องน้ำส่วนตัวซึ่งเป็นสิ่งใหม่ในยุคนั้น ที่สำคัญคือการบริการที่ประทับใจ รวมถึงอาหาร “สไตล์ฝรั่งเศสแท้ ที่มีกลิ่นไอร่วมสมัย” จากหัวหน้าพ่อครัวผู้โด่งดัง เอสกอฟฟิเยต์

สิงห์เฒ่าลาเข้าถ้ำและกาลเวลาที่เปลี่ยนไป

เซซาร์ ริทซ์ เมื่อเข้าสู่วัยชราและสุขภาพไม่อำนวยเหมือนเมื่อก่อน ได้วางมือจากกิจการอย่างสิ้นเชิงเมื่อปี 1911 เขากลับมารักษาตัวในโรงพยาบาล ที่ Switzerland แผ่นดินเกิดและเสียชีวิตเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2461 (ในปี 1918) ซึ่งเป็นปลายๆสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง โรงแรมริทซ์แห่งปารีสได้ถูกดำเนินกิจการต่อภายใต้การบริหารงานของ ชาร์ลส์ ริทซ์ ผู้เป็นลูกชาย และหลังจากนั้นเมื่อชาร์ลส์ ริทซ์ เสียชีวิต โรงแรมริทซ์ ก็อยู่ในภาวะถดถอย โมนิควิน ริทซ์, ภรรยาของ ชาร์ลส์ ริทซ์ ซึ่งเป็นตัวแทนคนสุดท้ายของตระกลู ริทซ์ ได้บริหารโรงแรม “ ริทซ์”ต่อหลังจากที่คนในตระกลู ริทซ์ ได้จากไปกันหมดแล้ว เนื่องจากการบริหารโรงแรมเพียงลำพังและไม่มีผู้สืบทอดเป็นปัญหาที่ใหญ่สำหรับโมนิควิน เธอจึงตัดสินใจขายโรงแรมให้กับมหาเศรษฐีชาวอียิปต์ โมฮัมเหม็ด อัล-ฟาเอ็ด ในปี 1979 แต่ โมนิควิน ริทซ์ได้ตั้งเงื่อนไขในการขายครั้งนี้คือ ขอให้ยังคงใช้ชื่อ “ ริทซ์ ” ต่อไป ซึ่งอัล-ฟาเอ็ด ตกลง และปิดกิจการเพื่อปรับปรุงครั้งใหญ่ ซึ่งเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2012 โดยมีกำหนดจะเปิดอย่างเป็นทางการอีกครั้งในเดือนมีนาคม 2016

แม้ว่า เซซาร์ ริทซ์ได้จากโลกนี้ไปเมื่อปี 1918 แต่เขาได้ทิ้งอนุสรณ์อันเปี่ยมไปด้วยคุณค่าแก่โลก ไม่ใช่แค่โรงแรมริทซ์ที่ได้ชื่อว่า เป็นหนึ่งในโรงแรมที่ดีที่สุดและมีชื่อเสียงที่สุดของยุโรป หรือ “หนึ่งในโรงแรมชั้นนำของโลก” หากแต่เป็น ”วิชาการโรงแรมและการบริการ” ที่สูงด้วยมาตรฐาน ซึ่งได้ถ่ายทอดให้แก่บุคลากรรุ่นต่อๆ มาโรงแรม “ริทซ์” ได้ถูกพัฒนามาเป็นสถาบันการศึกษาด้านการโรงแรม ซึ่งยังคงใช้นามว่า “ เซซาร์ ริทซ์ (César Ritz) ” สถาบัน César Ritz มีสาขาเป็นสถาบันการโรงแรมที่มีความเป็นเลิศทางด้านการศึกษาและสูงไปด้วยมาตรฐานทางด้านวิชาชีพ ซึ่งชื่อและจุดประสงค์ของสถาบัน César Ritz ดำเนินรอยตามการวิธีการโรงแรมของเซซาร์ ริทซ์ เป็นสิ่งดลบันดาลใจให้กับคนรุ่นหลังได้รู้เกี่ยวกับการบริการการจัดการการโรงแรมไปทั่วโลก ปัจจุบัน César Ritz Colleges Switzerland (CRCS) ยังคงเป็นโรงแรมที่เปิดสอนทักษะความรู้การบริหารธุรกิจโรงแรมแบบดั้งเดิมระดับ World-Class มี 3 วิทยาเขตได้แก่ Le Bouveret ( เลอบูเวอเรต์), Lucerne ( ลูเซิรน์) และ Brig (บริก)

ชื่อของ César Ritz ได้กลายเป็นต้นแห่งคำอธิบาย ความหมายของ”สิ่งที่เป็นเลิศ อย่างมีสไตล์” นั่นก็คือคำว่า “ritzy” นั่นเอง

Our News & Blogs

ผู้จัดการโรงแรม

ผู้จัดการโรงแรมคืออะไร? บทบาทและความรับผิดชอบมีอะไรบ้าง?

เรียนทำอาหาร มู่งสู่ตำแหน่งเชฟที่ใฝ่ฝัน

ตำแหน่งเชฟมีอะไรบ้าง? และการเลื่อนลำดับขั้นในครัวมีวิธีอย่างไร?

หัวหน้าเชฟ

อยากเป็นหัวหน้าเชฟต้องเรียนคณะอะไร?

แผนกในโรงแรม ฝ่ายต้อนรับลูกค้า

แผนกในโรงแรม มีอะไรบ้าง?

Chat With Us

Request

Brochure

Chat

with us

Contact

us

Attend our

seminar

Chat

with us

Contact

us

Attend our

seminar