César Ritz "The Customer is always right" - Swiss Education Group
ข่าวสาร

César Ritz “The Customer is always right”

By 3 April 2018 No Comments
cesar-et-auguste

สมัยนี้กระแสหนังเก่าๆ หรือการเรียนรู้ประวัติศาสตร์เก่า ค้นหาต้นตออะไรๆทั้งหลายกำลังมาแรงเป็นเรทติ้งฮิตติดลม ดังนั้นการที่เราจะย้อนยุคมาทำความรู้จักกับ César Ritz บิดาแห่งการโรงแรมสมัยใหม่ของสวิตเซอร์แลนด์และเจ้าของคำที่ผู้ประกอบการธุรกิจการบริการทั้งหลายถือเป็นคัมภีร์ “The Customer is always right” ลูกค้าถูกเสมอ ว่าง่ายๆก็คือ “ลูกค้าถูกเสมอนะคะ” นั้นเอง ดังนั้นจึ่งมิให้เป็นการตกกระแสนะเจ้าคะ เรามาทำความรู้จักกับ César Ritz กันเลยเจ้าค่ะ

cesar ritz

César Ritz ผู้ซึ่งเป็นที่รู้จักในฐานะ “กษัตริย์แห่งนักการโรงแรมและนักการโรงแรมเพื่อกษัตริย์” เป็นใครมาจากไหน

บิดาแห่งการโรงแรมคนนี้ไม่ได้เกิดมาในตระกูลที่ร่ำรวยเลิศหรู เซซาร์ ริทซ์ เป็นลูกคนสุดท้องในจำนวนพี่น้องสิบสามคนของครอบครัวชาวนาจนๆ แห่งหมู่บ้านนีลเดอร์วาลด์ (Niederwald) สวิสเซอร์แลนด์ ตอนอายุสิบสองเขาถูกส่งไปเป็นนักเรียนประจำที่โรงเรียนนิกายเยซูอิต ที่เมืองไซออน จากนั้น อายุสิบห้าก็ไปฝึกงานที่โรงแรมใน เมือง Brig ในขณะที่ทำงานเป็นพนักงานเสิร์ฟไวน์ฝึกหัดที่นั่น ไม่ทราบว่าไปทำอะไรเข้า เขาถูกดูถูกโดยลูกค้าของโรงแรม โดยว่าใส่เขา พูดเป็นภาษาง่ายๆดิบๆหน่อยก็คือว่า “เอ็งคงไม่มีวันจะรุ่งในธุรกิจโรงแรม ได้หรอก เพราะมันต้องใช้ความสามารถพิเศษ และพรสวรรค์ ขอบอกความจริงตรงๆนะไอ้หนู ว่า เอ็งไม่ได้มีมันหรอกอ่ะ” เดาว่าคำพูดนี้อาจเป็นแรงขับลึกๆในใจที่ทำให้เซซาร์ ริทซ์ ประสบความสำเร็จในอาชีพเขาเป็นแน่แท้ ด้วยความไม่น่าจะรุ่งเรื่องในการทำงานที่โรงแรมแห่งนี้ หนุ่มน้อยเซซาร์ ริทซ์ กลับไปทำงานที่โรงเรียนนิกายเยซูอิตอีกในฐานะ เจ้าหน้าที่ดูแลห้องเก็บเครื่องใช้พิธีของโบสถ์ รวมทั้งมีหน้าที่ดูแลสิ่งก่อสร้างอื่นๆและบริเวณรอบๆ โรงเรียนด้วย แต่ก็เป็นช่วงเวลาสั้นๆ เพราะหลังจากนั้น เขาก็ตัดสินใจครั้งสำคัญอีกครั้งหนึ่ง เซซาร์ ริทซ์ ตัดสินใจออกเดินทางจากบ้านไปแสวงโชค (แบบหนุ่มสาวสมัยนี้ทำคือออกจากบ้านมาอยู่ด้วยตัวเอง คือการ Leave home ซึ่งเป็นการเช่าห้องอยู่กับคนอื่นและทำงานไปด้วย) ขณะนั้น เซซาร์ ริทซ์ อายุได้ 17 ปีเมื่อเขาเดินทางมาปารีส ในปี 1867 หรือ 2410 ทำงานเป็นพนักงานเสริฟอาหาร และไต่เต้าขึ้นมาตามลำดับจนกระทั่งถึงตำแหน่งผู้จัดการ และประสบความสำเร็จในหน้าที่การโรงแรมตำแหน่งที่สมัยนี้ เรียกว่า CEO เป็นเจ้าของโรงแรม Ritz อันโด่งดังทั้งในปารีสและลอนดอนที่เรารู้จักกัน

cesar-ritz-wife

ทางเดินของชีวิตที่ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ

ชีวิตเริ่มบนหนทางที่ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบเพราะต้องต่อยอดจากศูนย์ของของ เซซาร์ ริทซ์ ในชั่วห้าปีแรกในปารีสของเขาเริ่มจากการสะสมความรู้ด้วย การทำงานและทำงาน เกลาประสบการณ์ล้วนๆ เปลี่ยนที่ทำงาน ร้านอาหารมากมาย ในขณะเดียวกันก็พัฒนาบ่มเกลาบุคลิกภาพภาพของตัวเอง ที่สมัยนี้เรียกว่า กรูมมิ่งนั่นเอง จากงาน เด็กเสิร์ฟ และเป็นพนักงานทำงานจุกๆจิกๆ จนกระทั่งสามารถเป็น  maître d’hôtel หัวหน้าพนักงานบริกรและแผนกต้อนรับ เห็นได้ว่าชีวิตเขาช่างเต็มไปด้วยสีสัน หนักเอาเบาสู้และเรียนรู้ไปพร้อมๆกัน งานที่ทำให้เซซาร์ ริทซ์ ได้เรียนรู้แบบเต็มๆเหมือนได้เข้าเรียนวิทยาลัยการโรงแรมแบบสมัยนี้คือ ก็คือการทำงานเป็นผู้จัดการที่ Restaurant Voisin เรียนรู้ทุกอย่างที่จำเป็นจากการทำงานที่นี้ ระหว่างปี 1869 และ 1872 Restaurant Voisin เป็นภัตตาคารหรูเลิศที่สุดในปารีสขณะนั้น ต้อนรับแขกวีไอพี เช่น ซาราห์ เบิร์นฮาร์ท, จอร์จ แซนด์, เทโอฟิล โกติเยร์ และอะเล็กซองดร์ ดูมา มีเมนูยอดนิยมระดับตำนาน เช่น ซุปงวงช้าง อูฐย่าง รวมทั้งหมาป่าในซอสทำจากกวาง ทั้งนี้คือ ตอนนั้น เนื่องจากภาวะขาดแคลนเนื้อระหว่างสงครามปรัสเซียนและฝรั่งเศส ดังนั้นสวนสัตว์จึ่งกลายเป็นแหล่งซัพพลายเนื้อซะเลย ฮือ ฮือ

ในปี 2415 ในริทซ์มาเป็นพนักงานเสิร์ฟของ Hôtel Splendide ปารีสซึ่งเป็นหนึ่งในโรงแรมฟุ่มเฟือยมากที่สุดในยุโรปในเวลานั้น ที่นี้เองเขาได้พบกับแขกคนรวยชาวอเมริกันที่ร่ำรวยแบบสร้างเนื้อสร้างตัวเองในหรือที่เรียกว่า self-madeซึ่งมีผลต่อเขาอย่างมากในเรื่องของแรงขับดันส่วนตัวในการสร้างความก้าวหน้าในอาชีพในปี 2416 (1873) เขามาเป็นทำงานพนักงานเสิร์ฟในเวียนนา ช่วงเวลาที่มีการแสดงนิทรรศการนานาชาติ เวลานี้เองที่เขาได้รับความรู้มากมายในอุตสาหกรรมการโรงแรมและการศิลปะการทำอาหารเพื่อการบริการบุคคลสำคัญระดับสูง เช่นเจ้าฟ้าชายแห่งเวลส์

การเป็นผู้จัดการ และการก้าวสู่ระดับที่เรียกว่าติดลมบน ณ บัดนาว ของเซซาร์ ริทซ์ เกิดขึ้นเมื่อปี 2421 (1878) เมื่อเขาได้งานเป็นผู้จัดการที่โรงแรมแกรนด์โฮเต็ลแห่งชาติในลูเซิร์นและดำรงตำแหน่งเดียวกันแกรนด์โฮเต็ลในโมนาโก เขาเป็นผู้บุกเบิกในการพัฒนาโรงแรมหรู เซซาร์ ริทซ์ รู้ดีว่าจะดึงดูดลูกค้าที่ร่ำรวยได้อย่างไร ได้รับชื่อเสียงสำหรับรสนิยมและความสง่างามเป็นเลิศทุกด้านของโรงแรม ภายใต้การบริหารของเขา โรงแรมแกรนด์โฮเต็ลที่ลูเซิร์นได้รับการยกย่องว่าเป็นโรงแรมที่หรูหราที่สุดในยุโรป เป็นที่มาของคำคม “เห็นทุกอย่างโดยไม่ต้องมอง ได้ยินทุกอย่างโดยไม่ต้องฟัง” และประโยคอมตะ “The customer is always right.”

cesar-et-auguste

เมื่อสองสิงห์อยู่ในถ้ำเดียวกัน เมื่อคิงพบคิง “the king of chefs and the chef of kings” ออกุสต์ เอสกอฟฟิเยต์ (Auguste Escoffier) หุ้นส่วนของริทซ์ “king of hoteliers, and hotelier to kings”

หุ้นส่วนมิตรแท้ของริทซ์คือ ออกุสต์ เอสกอฟฟิเยต์ (Auguste Escoffier) หัวหน้าพ่อครัวผู้ได้ชื่อว่าเป็นบิดาแห่งการปรุงอาหารตามแบบฉบับฝรั่งเศส คนเขียนหนังสือชื่อดัง A guide to modern cookery ในปี 1903 ทั้งคู่ร่วมกันเปิดภัตตาคาร Conservations Haus ที่เมืองบาเดน-บาเดน จากนั้นได้รับเชิญให้เป็นผู้จัดการและหัวหน้าพ่อครัวที่โรงแรมซาวอยในเมืองลอนดอนในปี 1889 ที่ซึ่งรับรองเจ้านายแห่งราชวงศ์อังกฤษ อาทิ เจ้าชายแห่งเมืองเวลส์ รวมถึงเชื้อพระวงศ์สำคัญๆแห่งยุโรป ข้าราชสำนักและคนดังในแวดวงสังคมชั้นสูง ริทซ์ถูกขนามว่าเป็นอัจริยะ ผู้ซึ่งทำให้โรงแรมซาวอยประสบความสำเร็จโด่งดังเป็นที่รู้จักของคนทั่วไป เป็นโรงแรมที่สมบูรณ์แบบของคนในยุคสมัยนั้น เขาได้นำกลิ่นอายแบบฝรั่งเศสมาสู่การบริการและอาหารที่ได้ชื่อว่า French haute cuisine เมนูชื่อดังของซาวอยในยุคนั้นได้แก่ พีชเมลบา (Peche Melba) ทว่าในที่สุดเขาก็โดนกลั่นแกล้งจนต้องลาออกจากโรงแรมซาวอย เลดี้ เดอเกรย์ ถึงกับกล่าวว่า “ริทซ์ไปที่ไหน ฉันไปที่นั่น” ไม่เพียงหัวหน้าพ่อครัวเอสกอฟฟิเยต์เท่านั้น แต่ยังมีพนักงานหลายหลายคนลาออกตามเขาไปร่วมบุกเบิกกันที่โรงแรมคาร์ลตัน ในเมืองเฮมาร์เก็ต

หลังจากนั้น ชีวิตเขาก็ยุ่งกับการก่อร่างสร้างธุรกิจโรงแรมในเมืองต่างๆตั้งแต่ โรม แฟรงค์เฟิร์ต มอนติคาโรว์ ลูเซิร์น และโครงการต่างๆในมาดริดไคโรและโจฮันเนสเบิร์ก เรียกได้ว่าเดินทางจนกระเป๋าเดินทางไม่เคยว่าง ในปี 1896 เซซาร์ ริทซ์ก็ก่อตั้งเครือโรงแรมริทซ์ ร่วมกับมหาเศรษฐีชาวแอฟริกาใต้ อัลเฟรด เบท (Alfred Beit) มหาเศรษฐีที่ร่ำรวยที่สุดในโลกของยุคนั้น และในวันที่ 1 มิถุนายน 1898 โรงแรมริทซ์ได้ฤกษ์เปิดตัวที่ปลาสวองโดม ในเมืองปารีส โดยมี เลดี้ เดอเกรย์ เดอะยุคและดัชเชส เดอ โรฮาน, คาลูสต์ กัลเบนเคียน และมาร์เซล พรูสต์ มาร่วมงานซึ่งเป็นที่รู้กันดีว่า ภายในงานเปิดตัวโรงแรมนี้มีการรวมตัวของมหาเศรษฐีและคนดังที่มีชื่อเสียงระดับโลกมาเข้าร่วมงานเป็นจำนวนมาก

เขาเปิดตัวโรงแรมริทซ์ที่ลอนดอนในปี 1906 ทำให้โรงแรมริทซ์ ลอนดอนกลายเป็นที่รวมตัวของเหล่าบรรดามหาเศรษฐีและคนดังที่มีชื่อเสียงในขณะนั้นเช่นกัน แม้แต่กษัตริย์อัลฟองโซที่ 13 แห่งสเปน ซึ่งทรงโปรดปรานความหรูหราของโรงแรมริทซ์ที่ปารีสเป็นอย่างมาก ดำริอยากให้สเปนมีโรงแรมอย่างนี้บ้าง จนในที่สุดโรงแรมริทซ์ก็ได้เปิดตัวที่กรุงแมดริด ในประเทศสเปน เมื่อปี 1910 ทั้งนี้หัวหน้าพ่อครัวเอสกอฟฟิเยต์ อยู่เคียงข้างเป็นผู้ช่วยหุ้นส่วนคนสำคัญในธุรกิจของเซซาร์ ริทซ์ จนกระทั่งบั่นปลายเมื่อ เซซาร์ ริทซ์ เกษียณอายุจากธุรกิจ

ritz-paris

โรงแรมริทซ์ สมัยใหม่และตำนานเมาส์ วีรกรรมคนดังที่ริทซ์

มีบุคคลสำคัญมากมายที่ถูกจารึกไว้ในตำนานของโรงแรมริทซ์แห่งเมืองปารีส เช่น กษัตริย์เอ็ดเวิร์ดที่ 7, เออร์เนสต์ เฮมมิงเวย์, โคโค่ ชาแนล และสก็อตต์ ฟิทซ์เจอรัลด์ แม้แต่แฮร์มันน์ เกอริงแห่งกองทัพนาซี ในสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง ก็ยังเข้ามายึดและพักที่นี่ หรือ จอร์จ ดับเบิลยู. บุช ประธานาธิบดีอเมริกา และที่เป็นเรื่องโด่งดังก็คือ เป็นที่ที่เจ้าหญิงไดอาน่า ได้เสวยอาหารค่ำมื้อสุดท้ายที่นี้ก่อนสวรรคตด้วยอุบัติเหตุ

มีเรื่องเมาส์ต่างๆของวีรกรรมบุคคลสำคัญที่มาพัก อย่างเช่น เฮมมิงเวย์ หนึ่งในบุคคลสำคัญในวงการน้ำหมึกของโลก เขาได้โยนภาพถ่ายของภรรยาเก่าทิ้งลงโถส้วมในห้องพักเมื่อเธอขอหย่า ไม่เพียงเท่านั้นยังเอาปืนมายิงโถส้วมซ้ำด้วยความคับแค้น ไม่ทราบว่าเสียค่าปรับไปเท่าไหร่อ่ะค่ะ ส่วนบุคคลสำคัญต่อมาคือ โคโค่ ชาแนล เจ้าแม่แห่งวงการแฟชั่น ก็อาศัยอยู่ในห้องสวีทของโรงแรมเป็นบ้านนานถึงสามสิบห้าปี ดังนั้นต่อมาห้องสวีทหลายหลายห้องจึงถูกตั้งชื่อตามคนดัง เช่น เอลตัน จอห์นสวีท วินด์เซอร์สวีท โคโค่ชาแนลสวีท บาร์เฮมมิงเวย์ และยังใช้เป็นฉากในนวนิยายและภาพยนตร์อีกหลายเรื่อง อาทิเช่น The Sun Also Rises, Tender is the Night, Funny Face, Love in the Afternoon และ How to Steal a Million เป็นต้น ด้วยองค์ประกอบของความหรูหรามาจากสถาปัตยกรรมและการตกแต่งอันเป็นเริ่ดเต็มเปี่ยมไปด้วยความมีเอกลักษณ์ คงความคลาสสิกสไตล์หลุยส์ที่ 14 ไม่ว่าจะเป็นเฟอร์นิเจอร์ ภาพวาด โคมไฟแชนเดอเลียร์ หรือการที่ทุกห้องมีห้องน้ำส่วนตัวซึ่งเป็นสิ่งใหม่ในยุคนั้น ที่สำคัญคือการบริการที่ประทับใจ รวมถึงอาหาร “สไตล์ฝรั่งเศสแท้ ที่มีกลิ่นไอร่วมสมัย” จากหัวหน้าพ่อครัวผู้โด่งดัง เอสกอฟฟิเยต์

crcs campus

สิงห์เฒ่าลาเข้าถ้ำและกาลเวลาที่เปลี่ยนไป

เซซาร์ ริทซ์ เมื่อเข้าสู่วัยชราและสุขภาพไม่อำนวยเหมือนเมื่อก่อน ได้วางมือจากกิจการอย่างสิ้นเชิงเมื่อปี 1911 เขากลับมารักษาตัวในโรงพยาบาล ที่ Switzerland แผ่นดินเกิดและเสียชีวิตเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2461 (ในปี 1918) ซึ่งเป็นปลายๆสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง โรงแรมริทซ์แห่งปารีสได้ถูกดำเนินกิจการต่อภายใต้การบริหารงานของ ชาร์ลส์ ริทซ์ ผู้เป็นลูกชาย และหลังจากนั้นเมื่อชาร์ลส์ ริทซ์ เสียชีวิต โรงแรมริทซ์ ก็อยู่ในภาวะถดถอย โมนิควิน ริทซ์, ภรรยาของ ชาร์ลส์ ริทซ์ ซึ่งเป็นตัวแทนคนสุดท้ายของตระกลู ริทซ์ ได้บริหารโรงแรม “ ริทซ์”ต่อหลังจากที่คนในตระกลู ริทซ์ ได้จากไปกันหมดแล้ว เนื่องจากการบริหารโรงแรมเพียงลำพังและไม่มีผู้สืบทอดเป็นปัญหาที่ใหญ่สำหรับโมนิควิน เธอจึงตัดสินใจขายโรงแรมให้กับมหาเศรษฐีชาวอียิปต์ โมฮัมเหม็ด อัล-ฟาเอ็ด ในปี 1979 แต่ โมนิควิน ริทซ์ได้ตั้งเงื่อนไขในการขายครั้งนี้คือ ขอให้ยังคงใช้ชื่อ “ ริทซ์ ” ต่อไป ซึ่งอัล-ฟาเอ็ด ตกลง และปิดกิจการเพื่อปรับปรุงครั้งใหญ่ ซึ่งเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2012 โดยมีกำหนดจะเปิดอย่างเป็นทางการอีกครั้งในเดือนมีนาคม 2016

แม้ว่า เซซาร์ ริทซ์ได้จากโลกนี้ไปเมื่อปี 1918 แต่เขาได้ทิ้งอนุสรณ์อันเปี่ยมไปด้วยคุณค่าแก่โลก ไม่ใช่แค่โรงแรมริทซ์ที่ได้ชื่อว่า เป็นหนึ่งในโรงแรมที่ดีที่สุดและมีชื่อเสียงที่สุดของยุโรป หรือ “หนึ่งในโรงแรมชั้นนำของโลก” หากแต่เป็น ”วิชาการโรงแรมและการบริการ” ที่สูงด้วยมาตรฐาน ซึ่งได้ถ่ายทอดให้แก่บุคลากรรุ่นต่อๆ มาโรงแรม “ริทซ์” ได้ถูกพัฒนามาเป็นสถาบันการศึกษาด้านการโรงแรม ซึ่งยังคงใช้นามว่า “ เซซาร์ ริทซ์ (César Ritz) ” สถาบัน César Ritz มีสาขาเป็นสถาบันการโรงแรมที่มีความเป็นเลิศทางด้านการศึกษาและสูงไปด้วยมาตรฐานทางด้านวิชาชีพ ซึ่งชื่อและจุดประสงค์ของสถาบัน César Ritz ดำเนินรอยตามการวิธีการโรงแรมของเซซาร์ ริทซ์ เป็นสิ่งดลบันดาลใจให้กับคนรุ่นหลังได้รู้เกี่ยวกับการบริการการจัดการการโรงแรมไปทั่วโลก ปัจจุบัน César Ritz Colleges Switzerland (CRCS) ยังคงเป็นโรงแรมที่เปิดสอนทักษะความรู้การบริหารธุรกิจโรงแรมแบบดั้งเดิมระดับ World-Class มี 3 วิทยาเขตได้แก่ Le Bouveret ( เลอบูเวอเรต์), Lucerne ( ลูเซิรน์) และ Brig (บริก)

ชื่อของ César Ritz ได้กลายเป็นต้นแห่งคำอธิบาย ความหมายของ”สิ่งที่เป็นเลิศ อย่างมีสไตล์” นั่นก็คือคำว่า “ritzy” นั่นเอง