{{brizy_dc_image_alt imageSrc=
{{brizy_dc_image_alt imageSrc=
{{brizy_dc_image_alt imageSrc=

ขั้นตอนและวิธีการระดมเงินลงทุนธุรกิจ Startup ที่ควรรู้


ขั้นตอนและวิธีการระดมเงินลงทุนธุรกิจ Startup ที่ควรรู้

การเริ่มต้นธุรกิจไม่ได้อาศัยเพียงไอเดียที่แปลกใหม่เท่านั้น แต่ยังต้องมีเงินทุนเป็นแรงขับเคลื่อนที่สำคัญ ซึ่งเงินลงทุนธุรกิจ Startup คือการสนับสนุนทางการเงินที่ช่วยให้ธุรกิจเริ่มต้นเดินหน้าได้จริง และเติบโตได้ในระยะยาว เงินทุนเหล่านี้มักมาจากหลากหลายแหล่งและถูกรวบรวมในแต่ละขั้นตอน (Stage) ตามความต้องการที่เปลี่ยนไปของธุรกิจ

 

ขั้นตอนระดมเงินลงทุนธุรกิจ Startup ในช่วงต่าง ๆ

การระดมเงินลงทุนธุรกิจ Startup นั้นแบ่งออกเป็นหลายช่วง โดยแต่ละช่วงมีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนธุรกิจในแต่ละระดับของการเติบโต ตั้งแต่เริ่มไอเดียไปจนถึงการขยายกิจการอย่างเต็มรูปแบบ ทุกช่วงล้วนมีบทบาทสำคัญในการพาธุรกิจไปอีกขั้น

 

ช่วง Pre-Seed

ช่วง Pre-Seed คือจุดเริ่มต้นของการเดินทางในโลกของ Startup ไอเดียในช่วงนี้ยังคงอยู่ในขั้นเริ่มต้น ซึ่งผู้ก่อตั้งกำลังพยายามเปลี่ยนแนวคิดให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์หรือบริการที่จับต้องได้

 

โดยทั่วไปแล้ว Startup ในช่วงนี้มักดำเนินการโดยผู้ก่อตั้งเพียงคนเดียวหรือทีมขนาดเล็กที่มุ่งมั่นกับการตีกรอบปัญหาที่ต้องการแก้ไข การสำรวจตลาด และอาจเริ่มพัฒนาเวอร์ชันต้นแบบของผลิตภัณฑ์ที่เรียกว่า Minimum Viable Product (MVP) บางรายอาจมีการวิจัยเบื้องต้น หรือมีรายชื่อผู้สนใจรอใช้งานอยู่แล้ว 

 

เงินทุนในระยะนี้ยังไม่สูงนักแต่ก็ถือว่ามีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยทั่วไปจะอยู่ระหว่าง 350,000 - 8,800,000 บาท ซึ่งมักมาจากเงินออมส่วนตัว ครอบครัว เพื่อน หรือนักลงทุนอิสระที่เชื่อในศักยภาพของแนวคิดนั้นตั้งแต่ต้น

 

ช่วง Seed Stage

ช่วง Seed Stage คือช่วงที่ Startup เติบโตจากไอเดียสู่การลงมือทำจริง โดยในขั้นนี้ผลิตภัณฑ์ต้นแบบ (MVP) มักถูกสร้างขึ้นหรือเปิดให้ใช้งานแล้ว และเริ่มมีแรงขับเคลื่อนในระยะแรก เช่น ความคิดเห็นจากผู้ใช้งาน ลูกค้าที่ได้ทดลองใช้ หรือเริ่มมีรายได้เบื้องต้น 

 

ทีมผู้ก่อตั้งเริ่มมีความชัดเจนและแข็งแกร่งมากขึ้น อีกทั้งโมเดลธุรกิจและกลยุทธ์การตลาดก็เริ่มเป็นรูปเป็นร่าง แหล่งเงินทุนในช่วงนี้มักมาจากนักลงทุนอิสระ, ธุรกิจเงินร่วมลงทุน (Venture Capital), หรือการระดมทุนจากประชาชนทั่วไป (Crowdfunding) โดยอยู่ในช่วง 8.8 - 70 ล้านบาท เงินทุนนี้จะถูกนำมาใช้สำหรับการขยายการดำเนินงาน ปรับปรุงผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์ตลาดมากขึ้น และสร้างการรับรู้แบรนด์ในวงกว้าง

 

ช่วง Series A เป็นต้นไป

การระดมทุนในรอบ Series A ถือเป็นก้าวสำคัญของ Startup เพราะเป็นการรับเงินลงทุนก้อนใหญ่จากธุรกิจเงินร่วมลงทุนเพื่อใช้ในการขยายธุรกิจอย่างจริงจัง ในช่วงนี้ Startup มักจะมีรายได้ที่เริ่มสม่ำเสมอหรือฐานผู้ใช้งานที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง พร้อมโมเดลธุรกิจที่สามารถขยายได้และแผนการหาลูกค้าที่ชัดเจน

 

เงินทุนในรอบ Series A มักอยู่ที่ประมาณ 70 - 530 ล้านบาทขึ้นไป ส่วนการระดมทุนใน Series B และรอบถัดไป (Series C, D, และอื่น ๆ) จะขึ้นอยู่กับอุตสาหกรรม ตำแหน่งทางการตลาด และศักยภาพการเติบโตของ Startup นั้น

 

 

ประเภทของการระดมเงินลงทุนธุรกิจ Startup

การระดมเงินลงทุนในธุรกิจ Startup มีหลายวิธี เพราะในแต่ละช่วงของธุรกิจนั้นต้องการทรัพยากรและการสนับสนุนที่แตกต่างกัน วิธีการที่เหมาะสมจึงขึ้นอยู่กับความต้องการของ Startup ประเภทธุรกิจ และระดับความเสี่ยงที่นักลงทุนยินดียอมรับ 

 

การเริ่มต้นธุรกิจแบบ Bootstrapping 

Bootstrapping คือการใช้เงินเก็บส่วนตัวหรือรายได้จากธุรกิจมาเป็นทุนในการเริ่มต้นโดยไม่พึ่งพานักลงทุนภายนอก มักใช้ในช่วงแรกของการสร้างธุรกิจ เช่น ช่วง Pre-seed หรือ Seed Stage ที่ผู้ก่อตั้งต้องการรักษาสถานะเจ้าของและควบคุมทิศทางของธุรกิจอย่างเต็มที่

 

ข้อดี 

  • ควบคุมทิศทางธุรกิจและตัดสินใจเองได้ 100% 
  • ไม่ต้องพึ่งพาความเห็นหรือการอนุมัติจากนักลงทุนภายนอก 

 

ข้อเสีย 

  • เงินทุนมีจำกัด อาจไม่เพียงพอต่อการขยายกิจการในระยะเวลาอันรวดเร็ว
  • มีความเสี่ยงด้านการเงินสูง เพราะใช้เงินส่วนตัวในการลงทุน 

 

เงินทุนจากเพื่อนและครอบครัว

วิธีนี้คือการขอความช่วยเหลือทางการเงินจากคนใกล้ตัว ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนหรือครอบครัว มักใช้ในช่วงเริ่มต้นของธุรกิจ (Pre-Seed) ที่ไอเดียยังอยู่ในระยะเริ่มต้น หรืออยู่ระหว่างการพัฒนา MVP (Minimum Viable Product) และยังไม่พร้อมสำหรับการระดมทุนอย่างเป็นทางการ

 

ข้อดี 

  • เข้าถึงเงินทุนได้ง่ายโดยไม่ต้องผ่านกระบวนการที่ซับซ้อน
  • ไม่จำเป็นต้องแบ่งหุ้นหรือเสียอำนาจในการควบคุมธุรกิจตั้งแต่ต้น

 

ข้อเสีย 

  • มีความเสี่ยงที่ความสัมพันธ์ส่วนตัวจะได้รับผลกระทบ หากธุรกิจไม่ประสบผลสำเร็จ
  • เงินทุนที่ได้อาจไม่มากพอสำหรับการเติบโตในระยะยาว

 

นักลงทุนอิสระ

นักลงทุนอิสระ (Angel Investor) คือบุคคลที่มีความมั่งคั่งและพร้อมจะลงทุนด้วยเงินส่วนตัวใน Startup ที่อยู่ในช่วงแรกของการทำธุรกิจโดยแลกกับการถือหุ้นในกิจการ เรามักพบนักลงทุนอิสระในช่วง Seed Stage หรือช่วงเริ่มต้นของการเติบโต ซึ่งธุรกิจยังอยู่ในระยะที่ยังพิสูจน์ตัวเองไม่ได้เต็มที่ แต่ต้องการเงินทุนเพื่อขยับขยาย

 

ข้อดี 

  • เข้าถึงเงินทุนได้โดยไม่ต้องมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน
  • นักลงทุนอิสระมักให้คำแนะนำและเครือข่ายที่เป็นประโยชน์

 

ข้อเสีย 

  • ต้องแลกกับหุ้นหรืออำนาจควบคุมบางส่วน
  • อาจหานักลงทุนที่เข้าใจและเหมาะสมได้ยาก

 

ธุรกิจร่วมลงทุน (Venture Capital หรือ VC)

ธุรกิจร่วมลงทุน (VC) คือการระดมทุนจากบริษัทที่บริหารจัดการกองทุนรวม โดยแลกกับหุ้นและอิทธิพลในการกำหนดทิศทางของบริษัท เงินลงทุนจาก VC มักถูกใช้ในช่วงหลัง ๆ เช่น Series A, B, หรือ C ที่ธุรกิจต้องการขยายตัวอย่างรวดเร็วและต้องใช้เงินทุนจำนวนมาก 

 

ข้อดี 

  • ได้รับเงินทุนก้อนใหญ่ เหมาะสำหรับการขยายกิจการในวงกว้าง
  • สามารถเข้าถึงทรัพยากร ความเชี่ยวชาญ และเครือข่ายในอุตสาหกรรม

 

ข้อเสีย 

  • สูญเสียการควบคุมบางส่วน เนื่องจากอิทธิพลของนักลงทุน
  • ต้องแบกรับความคาดหวังสูงทั้งในแง่ของการเติบโตและผลตอบแทน

 

Crowdfunding

Crowdfunding คือกระบวนการระดมเงินทุนจำนวนเล็กน้อยจากผู้คนจำนวนมากผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ มักใช้ในช่วงเริ่มต้นถึงช่วงกลาง ๆ ของธุรกิจ โดยเฉพาะกับผลิตภัณฑ์ที่เน้นผู้บริโภคเป็นศูนย์กลาง ซึ่งสามารถดึงดูดความสนใจจากสาธารณะได้

 

ข้อดี 

  • ได้รับเงินทุนโดยไม่ต้องแลกกับหุ้น
  • ได้พิสูจน์ไอเดียและสร้างฐานลูกค้า

 

ข้อเสีย 

  • ใช้เวลานานและต้องนำเสนอให้น่าสนใจ
  • ไม่มีการรับประกันว่าจะสำเร็จ และหากล้มเหลวอาจทำให้เกิดภาพลักษณ์ด้านลบ

 

เงินกู้จากธนาคาร (Bank Loan) และทุนสนับสนุน (Grant)

เงินกู้จากธนาคารคือการขอสินเชื่อจากสถาบันการเงิน ส่วนทุนสนับสนุนคือเงินทุนที่ได้รับจากภาครัฐหรือองค์กรเอกชนโดยไม่ต้องชำระคืน วิธีระดมทุนทั้งสองนี้มักใช้ในช่วง Seed Stage เป็นต้นไป โดยเฉพาะกับธุรกิจที่มีแนวคิดชัดเจน หรืออยู่ในอุตสาหกรรมที่เข้าเกณฑ์รับทุนสนับสนุน 

 

ข้อดี 

  • ได้รับเงินทุนจำนวนมากโดยไม่ต้องแลกกับหุ้น
  • ทุนสนับสนุนไม่ต้องชำระคืน

 

ข้อเสีย 

  • เงินกู้ต้องชำระคืนพร้อมดอกเบี้ย ซึ่งอาจสร้างแรงกดดันทางการเงิน 
  • การขอทุนมีการแข่งขันสูง และมีเงื่อนไขเฉพาะ

 

    โปรแกรมบ่มเพาะและเร่งการเติบโตธุรกิจ (Accelerators and Incubators) 

    Accelerator และ Incubator คือโปรแกรมที่สนับสนุน Startup ในระยะเริ่มต้น โดยให้คำปรึกษา ทรัพยากร และบางครั้งมีการมอบเงินทุนสนับสนุนโดยแลกกับหุ้นบางส่วนในบริษัท เหมาะสำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการคำแนะนำ แหล่งทรัพยากร และเงินตั้งต้นเพื่อขยายกิจการ 

     

    ข้อดี 

    • ได้ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ เข้าถึงเครือข่ายทางธุรกิจและทรัพยากรที่จำเป็น
    • มีโอกาสได้นำเสนอแผนธุรกิจต่อกลุ่มนักลงทุนในช่วงท้ายของโปรแกรม

     

    ข้อเสีย 

    • ต้องแลกกับหุ้นหรือสูญเสียการควบคุมบางส่วน
    • การคัดเลือกเข้าร่วมโปรแกรมมีการแข่งขันสูง
    โปรแกรมบ่มเพาะและเร่งการเติบโตธุรกิจ

     

    การเตรียมตัวก่อนเริ่มระดมทุน

    การเตรียมตัวให้พร้อมคือรากฐานที่จะนำไปสู่ความสำเร็จในการระดมทุน หนึ่งในสาเหตุหลักที่ผู้ก่อตั้งหลายรายไม่สามารถระดมเงินทุนได้คือการขาดการเตรียมตัวที่ดี ซึ่งส่งผลให้โอกาสที่จะได้รับเงินทุนลดลงตามไปด้วย เนื่องจากนักลงทุนต้องการเห็นแผนธุรกิจที่รอบคอบและวิสัยทัศน์ที่ชัดเจน

     

    1. หาคำตอบให้แน่ชัดว่าคุณจำเป็นต้องระดมทุนหรือไม่

    Startup ไม่ได้จำเป็นต้องพึ่งพาเงินทุนจากภายนอกเสมอไป บางธุรกิจอาจดำเนินการได้ดีกว่าด้วยการใช้เงินทุนของตนเอง โดยเฉพาะหากเป้าหมายคือการเติบโตอย่างค่อยเป็นค่อยไป และต้องการควบคุมธุรกิจด้วยตนเองอย่างเต็มที่ ดังนั้นก่อนตัดสินใจว่าจะระดมทุนหรือไม่ คุณควรประเมินเป้าหมายการเติบโตของธุรกิจอย่างจริงจัง ลองถามตัวเองว่าหากไม่มีเงินทุนจากภายนอก การขยายธุรกิจในระดับที่ต้องการสามารถทำได้หรือไม่ แม้การระดมทุนอาจช่วยให้เติบโตเร็วขึ้น แต่ก็ต้องแลกมาด้วยการสูญเสียอำนาจการควบคุมและสัดส่วนการถือหุ้น การตัดสินใจในเรื่องนี้จึงเป็นสิ่งที่ต้องไตร่ตรองให้รอบคอบ

     

    2. สร้าง Pitch Deck ที่น่าประทับใจ

    Pitch Deck คือสไลด์นำเสนอที่ใช้เล่าเรื่องราวและแสดงศักยภาพของ Startup ให้กับนักลงทุนในแบบที่กระชับและน่าสนใจ Pitch Deck ถือเป็นเครื่องมือที่สำคัญมากในการระดมทุน เนื่องจากช่วยดึงดูดความสนใจและแสดงให้นักลงทุนได้เห็นถึงคุณค่าของธุรกิจคุณ  

     

    สไลด์ที่คุณควรมีใน Pitch Deck ได้แก่ :

    • ปัญหา, แนวทางแก้ไข, ตลาด, ผลิตภัณฑ์, โมเดลธุรกิจ, ความคืบหน้า, ทีมงาน, แผนการเงิน, สิ่งที่ขอจากนักลงทุน

     

    นักลงทุนต้องการทำความเข้าใจวิสัยทัศน์ของคุณ เข้าใจปัญหาที่คุณกำลังแก้ไข และมองเห็นศักยภาพในการเติบโตของคุณได้อย่างชัดเจน ดังนั้น Pitch Deck จึงควรเรียบง่ายแต่ทรงพลัง เน้นการเล่าเรื่องราวที่น่าสนใจ และให้ข้อมูลครบถ้วนในรูปแบบที่ชวนติดตาม เพื่อให้นักลงทุนเข้าใจเส้นทางของ Startup ได้อย่างลึกซึ้ง 

     

    3. เตรียมตัวให้แม่นเรื่องตัวเลข

    นักลงทุนย่อมคาดหวังให้คุณเข้าใจตัวเลขสำคัญที่สะท้อนศักยภาพของธุรกิจ เพราะตัวเลขเหล่านี้คือเครื่องชี้วัดว่า Startup ของคุณมีโอกาสเติบโตได้ไกลแค่ไหน การเตรียมตัวด้วยข้อมูลทางการเงินที่ชัดเจนแสดงถึงความเข้าใจธุรกิจในเชิงลึก และช่วยให้คุณสามารถตัดสินใจบนพื้นฐานของข้อมูลจริง 

     

    ตัวเลขสำคัญที่แสดงถึงความสามารถของคุณในการบริหารจัดการกระแสเงินสด การดึงดูดลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ และการสร้างผลกำไร ได้แก่ :

     

    • ระยะเวลาการดำเนินงาน (Runway) – ธุรกิจสามารถดำเนินต่อได้อีกนานแค่ไหนจากเงินทุนที่มีอยู่
    • อัตราการใช้เงิน (Burn Rate) – คุณใช้เงินเร็วแค่ไหนในแต่ละเดือน
    • รายได้ (Revenue) 
    • ต้นทุนในการหาลูกค้า (CAC) 
    • มูลค่าตลอดชีพของลูกค้า (LTV) 
    • อัตรากำไรขั้นต้น (Gross Margin) 

     

    นอกจากนี้คุณควรทำความคุ้นเคยกับตัวเลขอื่น ๆ ด้วย เช่น รายได้ประจำต่อเดือน (Monthly Recurring Revenue - MRR), อัตราการเลิกใช้บริการ (Churn Rate), และอัตราการแปลง (Conversion Rates)

     

    ขั้นตอนการเตรียมตัวระดม เงินลงทุนธุรกิจ Startup ให้แม่นเรื่องตัวเลข

     

    สิ่งที่ตามมาหลังจากระดมทุนสำเร็จ

    จุดเริ่มต้นของงานที่แท้จริงคือหลังจากการระดมเงินลงทุนเสร็จสิ้น ผู้ก่อตั้งต้องบริหารเงินทุนอย่างชาญฉลาดและคุ้มค่า เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อการเติบโตและพัฒนาธุรกิจ ควบคู่กับการสื่อสารอย่างโปร่งใสและสม่ำเสมอกับนักลงทุน นอกจากนี้ ผู้ก่อตั้งยังต้องวางแผนขยายกิจการอย่างมีความรับผิดชอบ เพื่อให้ธุรกิจเติบโตอย่างมั่นคงในระยะยาว

     

    เข้าใจ Term Sheet ให้ถ่องแท้

    Term Sheet คือเอกสารเบื้องต้นที่ยังไม่ผูกพันทางกฎหมาย แต่มีบทบาทสำคัญในการกำหนดข้อตกลงหลักระหว่าง Startup และนักลงทุน เปรียบเสมือนร่างสัญญาที่วางโครงสร้างให้ทั้งสองฝ่ายเข้าใจตรงกันก่อนจะเดินหน้าทำข้อตกลงอย่างเป็นทางการ Term Sheet มีผลโดยตรงต่อสัดส่วนการเป็นเจ้าของ อำนาจในการควบคุม และผลลัพธ์ในระยะยาวของบริษัท ดังนั้น ผู้ก่อตั้งควรให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับการประเมินมูลค่า (Valuation) ซึ่งเป็นตัวกำหนดว่าบริษัทมีมูลค่าเท่าไร และสัดส่วนหุ้น (Equity Stake) ที่จะต้องแลกกับการลงทุนนั้น

     

    หน้าที่และความรับผิดชอบหลังจากได้รับเงินทุน

    เมื่อได้เงินทุนมาแล้ว สิ่งที่คุณต้องให้ความสำคัญคือการดำเนินงานและการวางกลยุทธ์ เริ่มต้นด้วยการสรรหาทีมงานหลักที่จะช่วยขับเคลื่อนธุรกิจไปข้างหน้า ควบคู่กับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์ผู้ใช้งานและสามารถแข่งขันในตลาดได้เสมอ นอกจากนี้ การลงทุนในด้านการตลาดและการดึงดูดลูกค้าใหม่ก็เป็นอีกหนึ่งกุญแจสำคัญที่จะช่วยขยายฐานผู้ใช้และสร้างรายได้อย่างยั่งยืน

     

    อย่างไรก็ตามสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือการติดตามเป้าหมายที่คุณให้คำมั่นไว้กับนักลงทุน เพราะเป้าหมายเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงคำพูดสวยหรูเท่านั้น แต่คือแนวทางที่แสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าและยังช่วยสร้างความไว้วางใจให้กับผู้ที่สนับสนุนวิสัยทัศน์ของคุณด้วย

     

    การหลีกเลี่ยงข้อผิดพลาดที่พบบ่อยหลังการระดมทุน

    เพื่อหลีกเลี่ยงกับดักที่มักเจอหลังการระดมทุน คุณควรรักษาวินัยในการใช้จ่าย สร้างรากฐานที่แข็งแกร่งก่อนที่จะขยายธุรกิจ และให้ความสำคัญกับการสื่อสารกับนักลงทุนอย่างสม่ำเสมอ ยึดมั่นในวิสัยทัศน์ของคุณเข้าไว้และอย่าเข้าใจผิดว่าการได้เงินทุนคือความสำเร็จ อีกทั้งยังมีข้อผิดพลาดที่พบบ่อย ได้แก่ :

     

    • การรีบขยายธุรกิจโดยที่ยังไม่ได้พิสูจน์ว่าผลิตภัณฑ์ตอบโจทย์ตลาดจริงหรือไม่ หากยังไม่มี Product-Market Fit การทุ่มเงินเพื่อเติบโตอาจนำไปสู่หายนะได้ 
    • อีกหนึ่งกับดักคือการจ้างพนักงานมากเกินไปหรือขยายการดำเนินงานเร็วเกินไป ซึ่งจะทำให้เงินสดลดน้อยลงและสร้างความยุ่งยากซับซ้อนเกินกว่าที่ธุรกิจจะพร้อมรับมือ
    • ผู้ก่อตั้ง Startup หลายรายมองข้ามความสัมพันธ์กับนักลงทุนหลังได้รับเงิน ทำให้พลาดโอกาสการได้รับคำแนะนำและการสนับสนุนในระยะยาว 
    • การหลงใหลกับความสำเร็จระยะสั้นจนละเลยเป้าหมายที่แท้จริงในระยะยาว
    หลีกเลี่ยงข้อผิดพลาดที่พบบ่อยหลังการระดมทุน

     

    ปูทางสู่อนาคตที่สดใสในวงการ Startup

    การระดมเงินลงทุนไม่ใช่แค่หนึ่งในขั้นตอนการสร้างธุรกิจ แต่คือทักษะที่จำเป็นต้องเรียนรู้และฝึกฝน กุญแจสู่ความสำเร็จจำเป็นต้องอาศัยความเข้าใจว่าธุรกิจของคุณอยู่ในช่วงไหน การรู้จักเลือกวิธีระดมทุนที่เหมาะสม การสร้าง Pitch Deck ที่ทรงพลัง และการใช้เงินทุนอย่างชาญฉลาด

     

    หากคุณพร้อมที่จะยกระดับเส้นทางในแวดวง Startup ไปอีกขั้น เราขอแนะนำหลักสูตร Masters in Leadership จากสถาบัน César Ritz Colleges Switzerland ที่จะมอบทักษะและกลยุทธ์สำคัญให้คุณสามารถระดมทุนได้อย่างมั่นใจ เป็นผู้นำทีมได้อย่างมีประสิทธิภาพและขยายธุรกิจได้อย่างยั่งยืน สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมและติดต่อทีมงาน Swiss Education Group ประเทศไทยได้เลยที่เบอร์โทรศัพท์ 02-652-1481 หรือ LINE @studyinswitzerland เพื่อพูดคุยกับเราโดยตรง

     

    คำถามที่พบบ่อย (FAQs)

    ต้องใช้เวลานานเท่าไรกว่าจะระดมทุนธุรกิจ Startup ได้สำเร็จ ?

    โดยปกติแล้วการระดมทุนจะใช้เวลาประมาณ 3 - 6 เดือน ขึ้นอยู่กับว่าธุรกิจของคุณอยู่ในช่วงใด เครือข่ายของคุณกว้างขวางแค่ไหน และเตรียมตัวมาดีเพียงใด

     

    ต้องมีต้นแบบ (Prototype) ก่อนหรือไม่ จึงจะสามารถระดมทุนได้ ?

    ในช่วงเริ่มต้นอย่าง Pre-Seed การมีต้นแบบจะช่วยเพิ่มโอกาสในการได้รับทุน แต่ก็ไม่จำเป็นเสมอไปหากคุณมีไอเดียที่ชัดเจนและทีมที่แข็งแกร่ง ก็สามารถดึงดูดนักลงทุนได้เช่นกัน

     

    หากไม่อยากเสียสัดส่วนการควบคุมบริษัท จะทำอย่างไรได้บ้าง ?

    คุณสามารถพิจารณาแหล่งเงินทุนที่ไม่ทำให้สูญเสียสัดส่วนความเป็นเจ้าของ เช่น เงินทุนสนับสนุน (Grant), สินเชื่อจากธนาคาร, หรือ Revenue-Based Financing (การระดมทุนที่ผูกกับรายได้) 

    Our News & Blogs

    {{brizy_dc_image_alt entityId=

    ทำไม “Hospitality” ถึงสำคัญ? ความหมาย บทบาท และผลกระทบต่อสังคมและเศรษฐกิจ

    {{brizy_dc_image_alt entityId=

    Hospitality vs Business Degree: เลือกสาขาไหนดีสำหรับอนาคตของคุณ

    {{brizy_dc_image_alt entityId=

    เรียนการโรงแรมที่สวิตเซอร์แลนด์: เส้นทางสู่อนาคตระดับนานาชาติ

    {{brizy_dc_image_alt entityId=

    10 อาหารคริสต์มาสแบบดั้งเดิมจากทั่วโลก

    Chat With Us

    Chat

    with us

    Contact

    us

    Attend our

    seminar