สนทนาเรื่องราวมากมายกับสาวมั่น สายงาน Events Management - Swiss Education Group
บล็อก

สนทนาเรื่องราวมากมายกับสาวมั่น สายงาน Events Management

By 19 July 2018 No Comments
Event-management-12

การเติบโตของคนแต่ละคนนั้นย่อมมีวิถีการเติบโตที่แตกต่างกัน ส่วนของสาวมั่น เฉกเช่น คุณปรางมาศ จันทร์สร้าง หรือเรียกสั้นๆว่า “มีน่า” เป็นชื่อที่ใครหลายๆคนเรียกกัน  แต่เธอบอกให้เราเรียก “ปราง” เฉยๆก็ได้คะ ครั้งแรกที่เราเห็น คุณปราง “คุณปรางคนนี้มาพร้อมรอยยิ้มกว้างที่สวยงาม ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ประจำตัวเลยเชียว”  ซึ่งทำให้คนแปลกหน้าอย่างเรา รู้สึกอบอุ่นขึ้นมาทันใด จากความรู้สึกกังวล และเกรงใจเพราะคุณปราง ขับรถฝ่ารถติดในกรุงเทพฯ ใช้เวลาบนท้องถนนเกือบถึงสองชั่วโมงเพื่อจะมาแชร์เรื่องราวที่น่าสนใจกับเราวันนี้

ศิษย์เก่าจาก Swiss Hotel Management School (SHMS)
สำเร็จการศึกษาในหลักสูตร Postgraduate Diploma in Events Management

Event-management-1

AMAZING THAILAND GRAND SALE

คุณปรางคนนี้ผ่านร้อนผ่านหนาวมามาก แต่ถามกลับไปถึงจุดเริ่มต้น “ทำไมเลือกเรียน และทำงานสาขานี้” เธอบอกว่า “ก่อนไปเรียนต่อ รู้สึกแค่ว่าเป็นวิชาที่น่าสนใจ เคยได้ยินและรู้จักคำว่า อีเว้นท์แต่จริงๆแล้ว ปรางเองก็ไม่รู้หรอกว่ามันคืออะไร แล้วอีกเหตุผลหนึ่งที่เลือกก็เพราะสาขาอื่นๆ คนเลือกเรียนเยอะมากแล้ว” ตัวเองเป็นคนไม่ชอบเรียนอะไรที่คนเขาเรียนกันเยอะ เพราะรู้สึกว่าเวลาเรียนจบ จะมีคนจบเยอะค่ะ ทำไมต้องมาแย่งงานกันทำกัน (หัวเราะ) คุณปรางเล่าต่อว่า “ตอนนั้น ก็แค่รู้สึกว่าเหมือนการจัดงาน ซึ่งมันก็ต้องมีอาหาร มีเครื่องดื่ม ทำนองนี้ แล้วเราเรียนมาทางอาหารโดยตรงด้วย คิดแบบนั้นว่าเราน่าจะทำได้ดีกว่าสาย Management หรือ Hotel หลังจากเรียนจบมาถึงได้รู้ว่า อีเว้นท์ มีอะไรเยอะมากๆๆๆๆๆๆ (แบบลากเสียงยาวๆ) อีกอย่างมันก็แทรกซึมเข้าไปได้หมดกับทุกวงการ สามารถแทรกซึมเข้ากันได้กับทุกธุรกิจ เพราะอะไรๆก็มีอีเว้นท์ อะไรก็ถือว่าเป็นอีเว้นท์ ได้หมด ทำบุญบ้าน ก็เป็นอีเว้นท์ อยู่ที่ว่าเราจะเพิ่มคุณค่า การจัดการอีเว้นท์ของเราได้อย่างไร

ทำไมต้องเรียน ทำไมต้องเสียเงินเป็นล้านๆไปเรียน Event ถึงประเทศสวิตเซอร์แลนด์

Swiss Hotel Management School

Swiss Hotel Management School (SHMS)

คำถามนี้คงอยู่ในใจใครหลายคน แต่ไม่กล้าถาม ดังนั้นคุณปรางเริ่มเกริ่นออกมาให้อย่างรู้ใจสำหรับคนที่อยากรู้  “ก่อนไปเรียน ก็ถูกถามว่า ทำไมต้องเสียเงินเป็นล้านๆ ไปเรียนอีเว้นท์นี่นะ” ตอนนั้นมหาวิทยาลัยที่เรียนเกี่ยวกับอีเว้นท์ที่เมืองไทยไม่มีเลย ปรางหาข้อมูลจากอเมริกา อังกฤษแล้วก็ออสเตรเลีย ซึ่งช่วงเวลานั้นที่กำลังตัดสินใจจะไปเรียนต่อนั้น ปรางเองก็เพิ่งกลับจากที่อเมริกา แต่รู้สึกว่าตัวเองพอแล้วกับประเทศนี้ แล้วถามว่าทำไมต้องเป็นอีเว้นท์ ไม่ต้องเรียนก็ได้มั้ง แต่ในใจคิดว่า อ้อ มีวิชานี้สอน แสดงว่า ต้องมีอะไรมากกว่านั้น คือเขามีวิชา มีหลักสูตรให้ดู เราได้เห็นว่าเรียนอะไร บ้าง ก็รู้สึกว่า หนึ่ง ได้วิชาเพิ่ม สอง ได้ภาษาอังกฤษในแง่ Academic เพราะตอนนั้นปรางสามารถพูดสื่อสารในชีวิตประจำวันได้ สามารถใช้ภาษาในชีวิตทั่วไปทำงานได้ เนื่องจากเนื่องจากอยู่อเมริกามาสองปี แต่ว่าเรื่องของภาษาทางการ เนี่ยก็อยากจะเสริมต่อยอดเข้าไปด้วย ก็เลยอยากเรียนอะไรที่ใช้ภาษาและได้ความรู้ใหม่ มันบวกอะไรเข้าไปหลายๆอย่าง แล้วรวมถึงความน่าสนใจที่คนอื่นสนใจน้อย เราเลยสนใจทางนี้มากกว่า อันนี้เป็นสิ่งแรกๆที่คิด

เป็นเหมือนนักเรียนจากสถาบันในเครือ Swiss Education Group ที่หลักสูตรการเรียน และการฝึกงาน หลังจากคุณปรางเรียนจบคอร์ส ก็ต้องฝึกงาน แต่ทว่าคุณปรางนั้นกลับมาได้งานพอดีที่เมืองไทย ก็เลยทำงานยาวตั้งแต่นั้นทันที แบบสั่งตรงทำงานด้านอีเว้นท์เลยกับบริษัท Concept Communications เป็นบริษัทสัญชาติสิงคโปร์ บริษัทนี้เป็นที่ทำงานที่แรก หลังจากเรียนจบอีเว้นท์ที่สวิส คุณปรางหยุดคิด เล่าต่อว่า “งานแรกที่ทำคือเป็นโปรดิวเซอร์ ก็เริ่มเลย ไม่รู้ว่าโชคดีหรืออย่างไร เจอบอสเป็นคนสิงคโปร์ เขาก็โยนงานทั้งงานให้เลย คือหนูทำคนเดียวทุกอย่างในงาน ยกเว้นอย่างเดียวคือไปขายงาน ที่ไม่ได้ทำเพราะจะมีคนอื่นไปขาย แล้วเราก็รับมาทำในส่วนของโปรดักชั่นทั้งหมด คือทำอยู่คนเดียว แล้วก็มีเจ้านายสิงคโปร์บินมาซัพพอร์ทเป็นแบ็คอัพให้ มันเหมือนโดนโยนลงแม่น้ำให้ว่ายน้ำด้วยตัวเอง”

อันนี้คนสัมภาษณ์ถามว่าแล้วถูกนิสัยไหมคะ คุณปรางตอบอย่างไม่ลังเลว่า “ส่วนตัวชอบความท้าทาย แอ็กทีฟคิดบวกว่าต้องทำได้” โปรเจ็คแรกเป็นงานของสายการบินสิงคโปร์แอร์ไลน์ งานใหญ่มาก มูลค่าเป็นล้านๆ จัดที่เอ็มโพเรียม ตอนนั้นรู้สึกเหมือนว่าเราเพิ่งเรียนจบมา แต่ก็แบบเอาละ ต้องไม่ทำให้เจ้านายผิดหวัง ซึ่งในใจก็ตุ้มๆต่อมๆค่ะ คิดว่าต้องทำให้ได้และต้องทำให้เขามั่นใจในตัวเราด้วย “ก็ผ่านมาได้ด้วยดี ลูกค้าแฮปปี้ คือจบหนึ่งงานนี้เหมือนที่เราเรียนมาทั้งหมด มาลงที่งานอันนี้เลย

เราแอบสังเกตเห็นความภูมิใจในสายตาคู่สวยนั้น แล้วคุณปรางก็เสริมต่อว่า “ซึ่งแต่ก่อนตอนเรียนคิดเหมือนกันว่า โอ้โฮ นี่เราต้องเรียนขนาดนี้เลยเหรอ วิชาโลจิสติคส์แมเนจเม้นท์ Budget อะไรทำนองนี้ ก็มีคำถามตลอดว่าต้องเรียนวิชาอะไรพวกนี้ไปทำไมอ่ะ แต่ทุกวิชานั้นน่ะ มันมีอยู่ทั้งหมดในการทำงาน ซึ่งมองไปแล้วถือว่าโชคดีมากที่เจองานนี้ และเจอเจ้านายสิงคโปร์ที่โยนให้ทำทุกอย่างด้วยตัวเอง”

สำหรับความเห็นของคุณปราง งานอีเว้นท์ นั้นเป็นงานที่ต้องทำต้องลงมือ ต้องลองผิดลองถูก เป็นงานที่เสี่ยงแต่ก็น่าตื่นเต้นท้าทาย เธอเล่าว่าเช่น ในงานอีเว้นท์หนึ่งงาน ใช้เวลาจัดงานนั้นแค่ชั่วโมงหรือสองชั่วโมง ถ้าจัดงานออกมาดี งานเกิดคือเกิด ไม่เกิดคือดับไปเลย ความพยายามของทีมงานทั้งหมดตั้งแต่ตอนเตรียมงาน จะต้องมีความเป๊ะๆ โดยเฉพาะตอน ณ ขณะที่งานเกิดขึ้น และหลังจากงานที่จบไปแล้วต้องเก็บให้เรียบ ทุกอย่างไม่ให้มีคอมเพลน ซึ่งเธอว่าก็ต้องมีบ้างระหว่างงาน แต่หลังจบงาน ลูกค้า THANK YOU คุณปรางบอกว่า ตอนนั้นแหละที่หลังจากลูกค้าขอบคุณและแนะนำเราให้คนอื่น นั่นก็คือจุดแฮปปี้ ทุกงานมันก็มีอุปสรรคอยู่แล้ว มีความรู้สึกว่าทุกงานต้องมีการเรียรรู้ ต้องได้เจอประสบการณ์ใหม่ๆเสมอ

Event-management-4

MSD THANK YOU PARTY 2017

เราถามต่อว่าแล้วความสุขกับการทำงานที่เรารัก: มีมากน้อยแค่ไหน

คุณปรางตอบอย่างไม่ลังเลว่า “ทุกอีเว้นท์ ไม่มีงานไหนเหมือนกันเลย แต่ละวันที่ผ่านไป ความรู้สึกมันก็ยิ่งสนุก ตื่นเต้นตลอดเวลา ว่างานนี้งานนั้นจะคิดอย่างไร พอเริ่มลุยมาก็ยิ่งชอบ” ชีวิตการทำงานที่เปลี่ยนต่อมา ก็คือทำให้บริษัทแรกอยู่ประมานหกเจ็ดเดือน แล้วก็กระเถิบมาทำให้บริษัทไทย ชีวิตเปลี่ยนมากจากทำงานด้วยตัวเองคนเดียว กลายเป็นการทำงานที่มีทีม คือเธอว่า “ต้องทำตามบริบทของบริษัท มีเจ้านายคอยควบคุม คอยแนะนำในทุกๆโปรเจค เรามีหน้าที่คิดและทำตามเจ้านายตอนที่อยู่บริษัทเก่าเป็นโปรดิวเซอร์ แต่พอย้ายไปที่ใหม่ ปรางมีหน้าที่เป็นครีเอทีฟค่ะ ในส่วนตัวเรารักการเป็นโปรดิวเซอร์มาก แต่ตอนสมัครงานเจ้านายบอกว่าเขาเห็นบุคลิกภาพของปราง ความคิดความสามารถ ภาษา เขาบอกว่าเขาอยากให้มาทำเป็นครีเอทีฟมากกว่า ถูกถามว่าอยากลองไหม ตอนนั้นคิดว่าดี ก็เลยลองดู ได้ก็ทำต่อ ไม่ได้ก็ไม่เป็นไร ก็เลยทำ”

ลักษณะงานลำดับขั้นของงาน Event แต่ละตำแหน่งคืออะไรบ้าง

Event-management-5

Production Meeting for ZUMMER BEACH Music Festival

คุณปรางช่วยอธิบายให้คนไม่รู้อย่างเราฟังว่า “จริงๆแล้วตำแหน่งงานโปรดิวเซอร์นั้น เป็นงานที่เขา(ฝ่ายครีเอทีฟ) ครีเอทมาหมดแล้ว เราแค่เอาทุกๆอย่างมาทำให้เป็นรูปเป็นร่าง ให้ออกมาเป็นงานจริงๆตามที่แพลนไว้ หนึ่งสอง สาม สี่ สร้างงานเมื่อไหร่ กี่วัน ติดตั้งเมื่อไหร่กี่วัน อยู่ที่เราวางแผน แต่หน้าตาเราเห็นหมดแล้วว่าในงานเราจะมีอะไร” แต่พอเป็นครีเอทีฟ ก็คือเริ่มจากศูนย์ หน้าที่ของเราคือ สร้างจากศูนย์ทำอย่างไร ให้เป็นร้อย ต้องคิดริเริ่ม” อันนี้เราขอให้คุณปรางช่วยเลคเชอร์เล็กๆให้เราฟังถึง ลำดับขั้นของหน้าที่ สายงานและขอบข่ายหน้าที่งานอีเวนท์ให้ฟัง เธอว่า อันดับแรก คือหัวหน้าเออี Account Executive Manager ก็คือคนที่เจอลูกค้าด่านแรก รับปรีฟจากลูกค้าแล้วมาปรีฟงาน ให้ทีมงานครีเอทีฟ เพื่อที่จะมาเบรนสตอร์มมิ่ง กับโปรดิวเซอร์ด้วยกันพอตกลงกันได้แล้ว ครีเอทีฟขึ้นงาน คิดงาน ทำ Proposal เพื่อไปเสนอขายไอเดียแก่ลูกค้า ซึ่งในสายครีเอทีฟเองก็มีดีไซน์เนอร์มาช่วยออกแบบงาน ตกแต่งงาน วาดงานออกมาในรูปแบบสามมิติ เสนอลูกค้าให้เห็นว่า “เขาจะได้เห็นอะไรบ้างในงานของเขา” นี่คือสายอาร์ต รวม ดีไซน์เนอร์ กราฟิคดีไซน์เนอร์ แฟชั่นดีไซน์เนอร์ ในบางงานซึ่งครีเอทีฟก็จะเป็นจุดศูนย์กลางในการที่จะรวบรวมข้อมูลทั้งหมดที่เราคิดที่เราอยากได้ ตั้งแต่แรกเริ่มงาน ลูกค้าเดินเข้ามาเจออะไร จนจบงานลูกค้าเดินกลับไป ได้ของที่ระลึกอะไรติดมือกลับไปด้วย เพื่อที่เค้าจะได้นึกถึงงานเรา หลังจากนั้น สายโปรดักชั่นก็จะมีโปรดิวเซอร์เป็นหัวเรือใหญ่ มีหน้าที่ประสานงาน วางแผนการเงินและติดต่อลูกค้า มีทีมงานช่วยเช่น โคโปรดิวเซอร์ อาจมีการคาสติ้งนายแบบนางแบบ ตามหาโลเคชั่นที่เหมาะสมกับแต่ละงาน หรือมีคอนแทร็กเตอร์ช่วยส่วนต่างๆที่งานต้องการคือโปรดิวเซอร์กับโคโปรดิวเซอร์เขาก็จะทำงานช่วยๆกัน โปรดิวเซอร์เป็นคนวางแผนงาน บัดเจ็ดทั้งหมด แล้วดิวกับลูกค้าถ้าอยากได้อะไรก็ให้โคโปรดิวเซอร์ไปติดต่อประสานงานมา นี่ก็คือทีม ถ้าบริษัทเล็ก ๆ หน่อยหน้าที่ก็จะผสมๆไม่แยกมาก

บุคลิคของคนจะเรียนอีเวนท์ ต้องเป็นแบบไหนถึงจะเหมาะ

Event-management-2

Wedding Planner for Khun Kim & Khun Amp

คุณปรางเสริมว่า “ จริงแล้วแค่หัวคำว่างานอีเวนท์นี้ก็สามารถกรองคนที่มีความสนใจหรือบุคลิคได้ขั้นหนึ่งแล้ว ปรางเชื่อว่าคนๆหนึ่งคนสามารถทำอะไรได้หลายอย่าง แต่บางทีอาจมีคำพูดที่ว่า งาน Event เลือกคนนั้นก็จริง ปรางรู้สึกว่า คนที่จะชอบงานด้านนี้ จะต้องเป็นคนชอบและกล้าเจอสิ่งใหม่ๆ กล้าที่จะเปิดโลกตัวเองแบบ ที่เรียกว่า Open Minded มากๆ ช่วงหลังๆนี้เด็กรุ่นใหม่เริ่มเห็นแล้วว่างานนี้เกี่ยวข้องกับ การจัดการ ทำงานกับคนจากวงการต่างๆ ทั้งดารา ผู้ชมที่มากๆ สถานที่ต่างๆ ดังนั้นเขาอาจเข้าใจส่วนหนึ่งแล้วว่า “คนทำงานนี้ต้องเป็น คนที่เร็วๆ คล่องแคล่ว จะมาช้าๆทำตามคนอื่นไม่ได้ ต้องก้าวหน้ากว่าคนอื่น นั้นก็จะเป็นภาพลักษณ์ที่เห็นได้ง่ายๆ” คุณปรางหยุดคิดนิดหนึ่งก่อนที่กล่าวต่ออย่างจริงจังว่า “คนทำงานนี้ต้องสามารถแสดงตัวตนและมีเสนอจุดเด่นในการทำงาน ให้ต่างออกมาจากคนอื่นๆ” ปรางเองรู้สึกว่าคนที่เรียนทางนี้ ตั้งแต่สมัยเรียนในห้องเรียนเดียวกัน ก็เห็นว่าเขาจะเป็นคนที่มีความเป็นตัวของตัวเองสูง นับแค่เพื่อนเท่าที่เรียนด้วยกันในห้องเจ็ดคน ทุกคนจะไม่มีใครมีบุคลิค เหมือนกันเลย ทุกคนจะต่างกันมาก ทุกคนจะไม่มาสนใจคนอื่นๆ แต่ละคนมีความคิดของตัวเองในการสร้างงาน ไม่สนใจใครด้วยว่าคนอื่นจะทำอย่างไร อันนี้แค่สังเกตเพื่อนในห้องที่เรียนมาด้วยกันก็พอจะบอกอะไรได้” เราถามว่าแล้วต่างจากเด็กที่เรียนสายอื่นแบบไหนอย่างไร คุณปรางเล่าว่า “ปรางสังเกตุเห็นว่าเด็กที่เรียนเก่งๆนั้นอาจสนใจเลือกเรียนสาขา HM เพราะการเรียน HM นั้นดูเหมือนเป็นการเรียนที่ไปทางผู้บริหาร แต่เด็กที่เรียน Event นั้นอาจไม่ต้องเป็นเด็กเก่ง ได้คะแนนเกียรตินิยม หรือสนใจเรื่องตำแหน่งผู้บริหาร หากแต่ว่าต้องเป็นเด็กที่มีความสามารถค่อนข้าง รอบตัว สามารถเอาความคิด มา apply ออกมาให้เป็นรูปร่างได้ ลงมือทำได้และมีการจัดการได้ในหลายๆระนาบ วิชาในชั้นเรียนมีเรียนเพื่อแค่บอกว่านี่คือพื้นฐานที่ต้องเจอ แต่หลังจากนั้นคุณต้องคิดกระจายออกไปทำให้ได้”

เราถามว่าแล้วตอนนั้น คิดว่าด้อยกว่าไหมค่ะที่ไม่ได้เรียนมาเป็นผู้บริหาร ? คุณปรางตอบว่า “ส่วนตัวนั้น ปรางคิดว่าแม้ว่าจะเป็นการเรียนที่ดูเหมือนจุดเล็กกว่าสาขา HM แต่บอกตรงๆว่าตั้งแต่เรียนกลับมาไม่เคยว่างเลย ไม่เคยตกงาน บางทีต้องตัดสินใจด้วยซ้ำว่าจะเลือกงานไหน หัวไม่เคยว่าง ไม่เคยหยุดคิด เจ็ดปีที่อยู่ในสายงานนี้ พูดได้ว่าสมองไม่เคยหยุดเลย เพราะคิดตลอดเวลา ไปไหนมาไหนเห็นอะไรใหม่ๆก็จะคิดเลยว่า อ้อจะเอาไปทำอะไรอย่างไรได้ ไปปรับเสนอลูกค้า คือคิดจนเป็นบุคลิก แล้วคนทำงานทางด้านนี้ก็จะมีสไตล์เป็นของตัวเองด้วย ดูงานแล้วพอรู้เลยว่าใครจัดใครคิด แต่ละบริษัทก็จะมี Signature ของเขา” เราสนใจว่าคุณปรางนั้นตื่นขึ้นมาชีวิตในแต่ละวันจะเป็นอย่างไรบ้าง เธอยิ้มสวยแล้วตอบแบบเนียนๆว่า “ทำงานอีเว้นท์เนี่ย จะไม่ค่อยมีชีวิตส่วนตัว (หัวเราะ) ตื่นเช้าก็เช็คตารางงาน จริงๆแล้วเตรียมก่อนตั้งแต่คืนวาน คือ ดูเป็นรายชั่วโมงว่าต้องทำงานอะไร แบบไหนให้เหมาะกับสถานการณ์ ประชุมเสร็จ จะนั่งทำงาน/แก้งาน  ที่ไหนอย่างไร เที่ยงคืนยังคุยงานก็มี แต่บางครั้งเราก็ต้องรู้จัก เซย์โน บ้างนะคะไม่งั้นชีวิตก็พัง” คุณปรางหัวเราะต่อ และเล่าว่า “งานแบบนี้หนัก เวลาในการทำงานเป็นสิ่งที่ควบคุมได้ยากมาก สำหรับตัวคนทำงาน แม้งานที่จัดจริงจะใช้เวลาเพียงแค่สองชั่วโมง แต่คนทำงานนั้น จะต้องมีการเตรียม เตรียมงาน และเวลาคิดจะต้องใช้เวลามากกว่าตอนจัดงานเยอะ” เราถามเรื่องของเรื่องการมีคอนเน็กชั่น มากหรือน้อยนั้น มีผลมากไหม คุณปรางบอกว่าคอนเน็กชั่นก็จะตามมาตอนเราทำงานนั้นเอง เมื่อเข้าไปถึงจุดๆหนึ่งของอาชีพ เพื่อนก็จะบอกต่อ ลูกค้าก็แนะนำมา แต่เรื่องมนุษย์สัมพันธ์นั้นถ้ามีมากๆ ก็จะยิ่งต่อยอด จะยิ่งดีกว่า เพราะงานแบบนี้ไม่ใช่การทำงานคนเดียวได้ อย่างเช่นไปงานสังสรรค์เราก็ต้องรู้จักการเข้าสังคม คุยแนะนำตัวบ้างไม่ใช่ยืนอยู่มุมห้องอายอย่างเดียวคุยมาถึงตอนนี้คุณปรางบอกว่า “สรุปง่ายๆนะคะ การจัดงานอะไรสักอย่าง แม้แต่ทำบุญบ้าน งานเลี้ยงวันเกิด ที่บ้าน ที่บริษัท หรือแม้แต่งานวัด มันก็ต้องมีการคิดล่ะ มีการวางแผน นี้ก็เป็นงานอีเว้นท์บุคลิคของคนที่จะทำงานนี้ ก็ง่ายๆคือหากเป็นคนชอบทำอะไรเงียบๆคนเดียวไม่ชอบทำงานกะใคร แลัวจะตัดสินใจไปเรียน ก็ต้องเปลี่ยนแปลงตัวนะคะ จะต้องเปิดใจให้กว้าง ยอมรับกับความเป็นไปของกระแส หรืออะไรทุกสิ่งที่เปลี่ยนไปในแต่ละวันให้ได้เพื่อนร่วมงาน และลูกค้า โดยเฉพาะความต้องการของลูกค้า แม้แต่เรื่องเท็คโนโลยี่ จะมานั่งอยู่กับเท็คโนโลยี่ เดิมๆไม่ได้เลย เราจะต้องตามให้ทัน และที่สำคัญต้องรักมัน สามารถรับอะไรใหม่ๆได้ตลอดเวลา คืองานนี้ที่ปรางเคยพูดหลายๆที่ไว้เวลาไปคุยให้น้องๆฟัง ว่าการทำงานนี้แล้ว จะประสบความสำเร็จได้นั้น ตัวเราต้องสามารถรับการเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา เน้นค่ะว่า งานจัดอีเว้นท์ ไม่มีการทำเดิมๆ ซ้ำๆ เหมือนทำบัญชี งานอีเว้นท์คืองานที่คุณต้องเรียนรู้ เก็บเกี่ยวประสบการณ์ในทุกๆวัน จนกระทั่งวันที่คุณมาทำงานของตัวเอง นั้นคือผลจากการที่คุณเรียนรู้มา และจะได้ไปต่อ มันเป็นงานที่มีการแข่งขันสูงมาก ยิ่งคุณแตกต่าง ยิ่งนาสนใจ ขายงานใช้เวลาแค่ไม่กี่นาที ขายได้คือได้ ไม่ได้คือหายเลย”

บทสนทนามาถึงตอนนี้ คำถามที่ว่าถ้าเช่นนั้น ทำงานกับลูกค้าอย่างไร

Event-management-7

งานแถลงข่าวคอนเสิร์ตการกุศล

คุณปรางตอบว่า “ตั้งแต่เริ่มจากลำดับขั้นตอนการคิด ประชุมครั้งแรกที่มานั่งเบรนสตอร์มกันนั้น เครียด ใช่ค่ะ เพราะเราต้องรู้จักลูกค้า อย่างเช่นเครื่องสำองค์แต่ละแบรนด์ คาเร็คเตอร์ไม่เหมือนกัน งานที่เคยทำ สีโทนของแบรนด์นี้มีสีน้ำเงิน สีขาว ใส สะอาดตา งานที่ออกมาก็จะเป็นแบบนึง แล้วพอเปลี่ยนมาทำอีกแบรนด์ ที่มีสีสันฉูดฉาด ออกแนวสนุก มันส์ งานอันนี้ก็จะต่างละ ดังนั้นกฏข้อหนึ่ง คือคุณต้องเรียนรู้หาข้อมูลลูกค้าก่อน ต้องรู้ให้ได้ว่าลูกค้าของเราเป็นอย่างไร มีจุดเด่นที่ตรงไหน แล้วหลังจากนั้นก็พยายามที่จะดึงความต้องการของลูกค้าออกมาให้ได้ ว่าลูกค้าอยากได้อย่างไร
แต่ก่อนอื่นเราจะทำอย่างไรให้ลูกค้าตกลงเลือกเราให้เป็นผู้จัดงานก่อน ต้องคิดแล้วว่าอยู่ในบัดเจ็ดหรือไม่อย่างไร (นี่ก็ได้คิดเลยว่าตอนเรียนทำไมต้องเรียนวิชานี้ ) ไม่ใช่ว่าคิดเตลิดเปิดเปิงถึงขั้วโลก ก็ทำไม่ได้ถ้าไม่อยู่ในงบเงิน นี่แหละคือความท้าทายบางงานได้รับบรีฟมา ต้องทำให้ว้าว ให้ดี ให้ใหม่ ให้น่าสนใจ แต่ลูกค้ามีเงินน้อย (หัวเราะ) ซึ่งบางลูกค้าให้เงินมามาก แต่ไม่ต้องการแบบอลังการก็มี เขาแค่ต้องการมินิมอล แต่ต้องให้ดูหรู คือลูกค้าเขาจะต้องการเยอะอยู่แล้ว แต่เราต้องเป็นคนหว่านล้อมเขา สิ่งที่ได้เรียนจากประสบการณ์ที่ต่างกันคือ ลูกค้าไม่ได้รู้ทุกอย่าง คือถ้าเขารู้เขาคงไม่เรียกเราไปคุยด้วย หรือเรียกเราไปทำให้ เพราะฉะนั้น ถ้าเขาบรีฟเรามาห้า ทำไมเราไม่เสนอความคิดใส่ไปขายเขาสักสิบ ลูกค้าอาจบอกว่ามีแสน แต่ถ้าเรามีความคิดดี เสนอไปและเขาชอบอยากได้ เขาก็ไปหาเงินให้มาเป็นล้านก็ได้ นี่คือประสบการณ์ อย่างนี้เราต้องคิดเกินกว่าที่เขาบอก ถ้าคิดไปน้อย เราจะโดนตัดทันที นี่ถึงได้บอกว่ามันต้องเปิดตัวเอง เปิดความคิดออกไปเยอะๆ เรื่องเทคโนโลยี่นี้ก็เหมือนกัน ถ้าเราอยากได้โน่นนี่นั้น ก็ปรึกษากันในทีมงาน ไปหาราคามาดูกันก่อนเสนอลูกค้า ซึ่งตอนนี้สำคัญมาก มันเข้ามาเป็นส่วนที่ทำให้งานมีรูปแบบต่างไปมากจากเมื่อก่อน”

วกมาคุยเรื่องส่วนตัวกันบ้าง โดยเฉพาะเมื่อต้องทำงานแบบเจอคนเยอะ กำกับการงานสูงและพลาดไม่ได้ ต้องมีความมั่นใจแค่ไหน

Event-management-9

ละครเวทีเรื่องแผ่นดินของเรา

คุณปรางตอบแบบจริงใจเปิดใจว่า “ตอนแรกๆปรางไม่มีความมั่นใจเหมือนเดี๋ยวนี้ ตอนเรียนนั้น แม้ว่าเราจะพูดภาษาได้คล่อง แต่ไม่ได้เป็นการใช้ภาษาแบบ Academic ก็เรียนโรงเรียนไทยมาตลอด ไปอยู่อเมริกามาสองปีใช้ภาษาใช้ชีวิตพูดได้ กลับมาไปสอบ ก็สอบเรียนได้ แต่พอไปเรียนจริงชั่วโมงแรกๆเขาให้ พรีเซ็นต์ จำได้ว่าคนในห้องมองแบบขำๆ หัวเราะเรา คือตอนนั้นทั้งตื่นเต้น และไม่เคยพูดภาษาอังกฤษยาวๆ หน้าชั้น ความอายตอนนั้น มันทำให้เกิดความค่อยๆเครียด และทุกข์ทรมาน ปรางไม่เคยบอกใครเลยว่าเรียนที่สวิส มันสนุกเรียนง่าย สำหรับเราไม่ใช่อะไรที่ง่ายๆ อย่างคนอื่น เสาร์อาทิตย์ไม่เคยไปเที่ยว ต้องนั่งทำรายงาน เพราะเราไม่เก่งเหมือนเพื่อนคนอื่น เขียนสามร้อยคำสำหรับเพื่อนคนอื่นใช้เวลา สามสี่นาที แต่ของปราง ใช้เวลาสามสี่วัน เพราะเราไม่เคยเรียนภาษาอังกฤษมามากมาย คือเราก็บีบคั้นตัวเอง เพราะหนึ่งถ้าสอบตก เงินค่าเทอมก็เสียไปเลย บางวิชาถ้าตกต้องลงเรียนใหม่หมดทั้งคอร์ส หกเดือนหนึ่งล้านบาท กลัวมาก เพราะปรางไม่ได้มาจากครอบครัวที่ร่ำรวย เงินที่ใช้สำหรับไปเรียนคือเงินเก็บจากการไปทำงานที่อเมริกามา ตอนที่กลับมาจากอเมริกา ที่บ้านและปรางก็นั่งคุยกันว่าเงินก้อนนี้จะเอาไปทำอะไร สุดท้ายตัดสินใจร่วมกันว่าเอาเงินมาลงทุนในการเรียนต่อดีกว่า ดังนั้นถ้าปรางพลาดสอบตก เงินตรงนี้ที่เก็บมาก็หายไปเลย หมดไปเลย แล้วจะไปหาเงินที่ไหนมาอีกได้ ก็เลยบีบเข็นตัวเอง เครียดมากตอนนั้น ร้องไห้” แล้วคุณปรางฝ่าฟันมาได้อย่างไรคะ เราถาม “แต่ก็มีเพื่อนช่วยค่ะ เพื่อนคนไทยนี้แหละค่ะที่ช่วยกัน น้องๆเขาน่ารักมาก คือปรางดูเหมือนจะอายุมากที่สุดในรุ่น น้องๆเขาเห็นที่เราเขียนก็รู้แล้วว่าเราไม่เคยผ่านอะไรแบบนี้มาก่อน น้องพวกเรียน HM นี้เขาจะมีเวลามากกว่าเราที่เรียนอีเว้นท์ เพราะนอกจากการทำรายงานแล้ว เราต้องออกไปลงปฏิบัติอีก ต้องจัดงานอะไรเองทั้งสิ้น เราจะมีทั้งรายงาน มีมีตติ้งกับห้องอื่น แผนกอื่น เพราะเราต้องทำงานร่วมกัน และลงสนามจริงหลังจากงานเสร็จก็ต้องมาเขียนรายงานสรุปอีก คลาส PGD EM นี้มีงานมากกว่าคลาสอื่นเยอะมาก ตอนนั้นก็ได้น้องๆ ช่วยกันดี ดังนั้นด้วยความบีบให้ที่ต้องทำให้สำเร็จ มันก็ทำให้ต้องสะสมความอดทน พลังและเหมือนเป็นการเพิ่มความมั่นใจให้ตัวเองตลอดเวลาที่เรียน จนสำเร็จการศึกษา จนแม่ของปรางพูดว่า “ระหว่างก่อนไปเรียน และหลังจากกลับมา ปรางเปลี่ยนไปมาก” เธอหยุดเล็กน้อย เหมือนอยู่ในภวังค์ห้วงคิด ก่อนที่จะพูดต่อ “ปรางขอบอกว่าการเรียนและความสำเร็จที่ได้มาไม่ได้สวยงดงามเรียบง่ายเหมือนทางที่โรยด้วยกลีบกุหลาบ ล้มแล้วลุกขึ้นมาสู้ใหม่ แต่สิ่งที่ได้ติดตัวมาช่างคุ้มค่ามหาศาล ทำให้เราเป็นตัวเราได้ถึงจุดนี้ ทุกวันนี้ ประสบการณ์ทั้งหลาย ได้เอามาทำงานทุกวันนี้ตลอดเวลา

ทำงานแล้ว เมื่อ ท้อ ล้ม พลาด แล้วจัดการกับตรงนี้ อย่างไร

Event-management-8

งานแถลงข่าว Amazing Thailand Grand Sale

เมื่อทำงานทุกอย่างมันต้องมีอุปสรรค มีลูกค้าชอบงานและต้องมีที่ไม่ถูกใจบ้าง ต้องล้มแล้วลุกให้ได้ ต้องไปต่อให้ได้ดี ตัวอย่างเช่น ต้องกล้าที่จะยอมรับสถานการและพูดความจริง กับลูกค้า เพื่อ Update ว่า ตอนนี้ อาจทำช้าทำยังไม่ทัน แต่เมื่อถึงเวลาจริงๆ งานจะเกิดแน่ เพราะตรงนี้คือ การสื่อสารที่เป็นจริง กับลูกค้า มันจะทำให้เขามั่นใจเรามากกว่าการปิดๆบังๆ เพราะลูกค้าเองเขาก็มีแรงกดดันอยู่เหมือนกัน คุณปรางเน้นว่า “การพูด SORRY หรือยอมรับความพลาด ไม่ใช่เรื่องที่เสียหาย หากมันกลายเป็นสิ่งที่ช่วยให้เกิดความเข้าใจ ช่วยกันแก้ปัญหา ทั้งที่บางครั้งอาจไม่ใช่ความผิดของเราโดยตรง แต่เป็นความรับผิดชอบของเรา แต่ในขณะเดียวกัน เราก็ต้องลงมือแก้ปัญหาอย่างสุดความสามารถ เช่นถ้าของส่งมาผิดสี คืนก่อนงาน เราจะถึงกับต้องไปนั่งลงมือทาสีแก้ ทำเองก็ต้องทำให้ได้ ไม่มีการปล่อยหรือสั่งแล้วรอให้เกิดขึ้นเอง สมมุติถ้าขาดคนทำความสะอาด เราก็ต้องลงมือเองเลย ล้างเก็บขยะ เพื่อให้งานสำเร็จสวยงาม งานอีเว้นท์ หรือใครทำงานแบบนี้จริงๆได้ต้องมีสัญชาตญาณ แบบนี้ ต้องมี Attitude แบบ Hand on and can do โดยเฉพาะยิ่งคนเป็นโปรดิวเซอร์ เนี่ย ณ วันงาน ต้องพลีชีพเพื่อลูกค้าเลยนะคะ แม้จบงานก็ยังต้องมานั่งประชุมสรุปความผิดพลาด” คุณปรางจิบน้ำแล้วอธิบายต่อเรื่องความท้อที่ต่างกันของแต่ละหน่วยงาน ว่า “อย่างครีเอทีฟเนี่ย อยู่แค่ข้างหลังนะคะ อยู่ใน Office ไม่ได้อยู่กับลูกค้ามาก เพราะเป็นคนคิดงาน แต่สิ่งที่อาจทำให้ท้อก็คือ เวลาขายงานแล้วไม่ได้ แล้วจะรู้สึก Down แย่ คิดมาก เสียความมั่นใจ เพราะถ้าครีเอทีฟไม่เก่งหรือเจ๋งพอ ขายงานไม่ได้ ส่วนอื่นๆก็ไม่เกิด เป็นความเครียด หรืออีกอย่างหนึ่งคือ การถูกขโมยเอาความคิดเราไปทำ คือเคยเจอแบบว่าเรียกเราไป Pitch ไปคุยหลายรอบมาก ชอบคุยตลอด จนแทบแน่ใจว่าเขาจ้างเราแน่ แต่ที่สุดก็ไม่เลือกเรา ปรางก็ Down มากคิดว่าเราทำไม่ดีคิดไม่ดีอย่างไร พอวันที่เป็นวันจัดงานจริง เราก็ตั้งใจไปเดินดู เพราะเป็นงานเปิด Public เป็นงานเปิดให้คนเข้าดูได้ พอเราเห็นงาน อ้าว ที่จัดๆนี้ ความคิดเราทั้งนั้น ก็เลยอ๋อว่า ที่จริงแล้วไม่ใช้เราคิดไม่เก่ง แต่เขามีคนที่อยู่วงใน มีคนที่เขาจะเลือกไว้แล้ว มีการเมือง อันนี้ก็เป็นจุดที่ทำให้ท้อไปเลย ไม่แฟร์ แต่เจ้านายบอกว่ามันเป็นสัจธรรม ไม่มีใครได้ทุกอย่าง ถึงแม้ว่ามันจะดูเหมือนไม่แฟร์ แต่เราได้บทเรียนว่า ลูกค้ารายนี้ เราก็จะไม่ยุ่งกับเขาอีกต่อไป แต่มี Tip สำหรับน้องๆค่ะ ในการไม่ให้เจอแบบนี้อีก คือเราจะเสนอและเตรียมตัวว่า หากซื้อไอเดียเรา ก็จะมีแต่บริษัทเรานั้นที่ทำได้ อยู่ที่เรานำเสนอ Connection อะไรก็ได้ที่คนอื่นไม่สามารถทำได้แน่นอน เอาง่ายๆเลย ศิลปิน ดาราบางคนเนี่ยเขาจะรับงานถ้าเราไปติดต่อเท่านั้น “เพราะเราติดต่อดาราเค้าไว้แล้วว่าเรานำเสนอชื่อเค้าให้ลูกค้ารายนี้นะ เค้าก็จะรู้อัตโนมัติว่าเค้าควรจะรับจากเราเท่านั้น หรือเรื่องของ IT เรื่องเทคนิคซึ่งมันก็เป็นอะไรที่ตายตัว เราก็เอาตรงนี้มารวมกับการแสดงโชว์เพื่อให้เป็นความพิเศษจากไอเดียของเรา” ลูกค้าเมื่อฟังเราก็อาจไปหาเจ้าอื่นมาทำ แต่ที่สุดแล้ว เราก็ต้องทำต้องขายให้เขารู้สึกว่ามันจะไม่เหมือนกับที่เราทำ เพราะเราคือตัวต้นคิดและต้องมีวิธีการพูดมากมายหลายแบบ เรียกว่าวงการนี้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ วิธีการใหม่ได้ทุกวัน ทั้งการคิดและวิธีการทำงาน”

แล้วเด็กจบใหม่ จะทำอย่างไรดี

คุณปรางแนะนำว่า “อย่างที่บอกคือ แบ่งเป็นสาย Art คืองานครีเอทีฟ และสายงาน Production ถ้ามีประสบการณ์หน่อยก็เป็น Producer เด็กใหม่น่ะ ต้องไต่เต้า แล้วแต่สายใหน ก็เรียนรู้งานไป แต่ปรางโชคดีที่เจองานแรกก็โดนโยนตูมให้เป็นโปรดิวเซอร์ ก็เลยเรียนรู้ได้เร็ว ปรางอยากจะฝากว่า ให้ลองมองว่าตัวเองอยากจะเป็นอะไร ทำงานอย่างไหน คือสายคิด หรือสายลงมือทำ ซึ่งแต่ละสายมีความสวยงาม มีความภูมิใจคนละอย่าง สาย Art นั้นเวลาเห็นงานก็จะรู้สึกว่าสิ่งที่เราคิดในหัวของเราน่ะ มันออกมาเป็นรูปร่างอย่างนี้ ส่วนสายทำนั้น ภูมิใจที่ว่าเราทำมันให้เกิดออกมาสำเร็จเป็นสิงที่เห็นจับต้องได้

แล้วเวลาสมัครงาน เขาดูอะไรเป็นสำคัญในการรับเข้าทำงาน

Event-management-6

Coca Cola ASEAN Conference

คุณปรางตอบอย่างไม่ลังแลว่า “อย่างแรกเขาดูความมั่นใจก่อนนะคะ ความมั่นใจในตัวเองมันต้องมาให้ชัด ไม่ว่าจะสมัครงานสายไหน ถ้ามาสมัคร มานั่งอาย ไม่กล้าแสดงความคิดไม่กล้าแสดงตัวตน ก็ยากหน่อย คือเวลารับเด็กนี่ จะดูว่าเขายิ่งคิดยิ่งดี ยิ่งพูดยิ่งชอบ และอีกอย่างหนึ่งที่อยากเน้นให้พยายามมี หรือฝึกฝน คือ Execution (เอคซะคิวเชิน) ซึ่งคือกระบวนการที่ เมื่อคิดแล้วต้องมีการวางแผนการกระทำนำสู่การปฏิบัติให้เกิดผลสัมฤทธิ์ตามที่ระบุหรือคิดไว้ในแผนงาน รวมทั้งมีคำอธิบายที่มีเหตุผลได้ทุกอย่างในสิ่งที่เราคิดและทำ ตอบคำถามและคิดแก้ไขปัญหาลูกค้าและเพื่อนร่วมงานได้ รวมทั้งจะต้องเป็นคนที่สามารถรับได้กับข้อติชม หรือไอเดียใหม่ๆที่ดีกว่าได้และตัว Execution นี้ต้องคิดเตรียมไว้ก่อนเกิดปัญหาค่ะ คิดให้รอบด้าน สิ่งนี้มากับประสบการณ์และความเปิดกว้างในการเรียนรู้ระหว่างการทำงานด้วยค่ะ””

แน่นอน ทำงานมามาก มีอะไร หรืองานไหนที่คุณปรางภูมิใจ เป็นแรงขับเคลื่อนพลัง

Event-management-3

งานลงนามทำธุรกิจสื่อโฆษณาประเภทหนึ่ง

คุณปราง “มีงานหนึ่งเป็นงานของเพื่อนสนิทที่เคยไปเรียนด้วยกัน เพื่อนคนนี้เป็นคนเรียนเก่ง ฉลาด และมีฐานะดี ซึ่งตอนนี้กำลังช่วยบริหารกิจการโรงแรมของครอบครัวอยู่ที่โรงแรม จะมีงานคอนเสิร์ตใหญ่มาก คนมางานสี่พันกว่าคน น้องเขาขอให้ปรางไปช่วย ปรางก็ตกลงไปช่วยคิดจัดการ แก้ปัญหาตั้งแต่ระบบการรับตั๋วคอนเสิร์ต, Hotel Check-in, ที่จอดรถของลูกค้าโรงแรม, การดูแลแขก จนการจัดการระบบต่างๆให้เกิดความลื่นไหลของทุกฝ่ายในงานจนสำเร็จ บางทีบางปัญหาเล็กๆน้อยแต่มัน คือผงเข้าตา แต่ความที่เราทำมา เรามีประสบการณ์ เราก็เลยสามารถช่วยน้องได้ในจุดนี้
มีความภูมิใจมากที่น้องเขาเชื่อใจ โทรมาขอความช่วยเหลือ เขารู้สึกขอบคุณเรา ทำให้เราหวนกลับไปนึกถึงตอนเรียนที่เราเคยรู้สึกว่า เราไม่เก่งด้อยกว่าคนอื่น และน้องคนนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยปรางอย่างมากตอนเรียน แต่พอตอนนี้น้องๆเพื่อนๆ มาปรึกษาเรา ปรางมีความสุขที่สามารถช่วยเขาได้ มาถึงจุดนึง เรื่องเงินไม่ได้มีความหมายเท่ากับความภูมิใจและความสุข มันทำให้เรารู้สึกมั่นใจกับตัวเอง มันเป็นความรู้สึกที่ดีอย่างบอกไม่ถูก อันนี้ปรางภูมิใจมาก”

ดังนั้น คนทำงานสายนี้เหมือนจะถูกฝึกฝนมาให้เห็นการจัดการทุกอย่างอย่างสัมพันธ์กันส่งต่อ มากกว่าการแยกแยะ งานอีเว้นท์จึงเป็นการทำงานที่มีภาพรวม และต้องมีความสามารถในการควบคุมความละเอียดอ่อน หรือจุดเล็กๆของงาน ได้ในขณะเดียวกันรวมทั้งต้องมีแผนสำรองสำหรับกันเหนียว แต่ที่พูดมาทั้งสิ้นนั้น คุณปรางเสริมว่า “เราสามารถฝึกฝนได้ ตลอดเวลาค่อยๆพยายามหาความมั่นใจให้เพิ่มขึ้น อย่าปิดตัวเอง และขอขอบคุณโรงเรียนที่สวิสเซอร์แลนด์ทำให้ปรางเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นตลอดจนทุกวันนี้ อีกอย่างคนเรียนทางนี้น้อย จึงมีดีมานด์สูง”

คุณปรางและงานใหม่ที่ท้าทาย Sale & Marketing Manager บริษัท Engage Inc. Asia Co.,Ltd

คุณปรางเล่าว่าจะเป็นงานที่แปลกออกไปจากเดิม เป็นตำแหน่งที่เธอ จะต้องขายงานที่เป็นเทคโนโลยี่สูง ดังนั้นการเขาพบลูกค้าในงานนี้ ทำให้ได้ใช้ประสบการณ์ที่เคยทำงานอีเว้นท์มาเป็นเวลาเนิ่นนานมาปรับใช้ ในการเสนองานลูกค้า เพื่อจะได้ทำประโยชน์ให้ลูกค้าได้สูงสุดครบทั้งวงจร ข้อได้เปรียบที่คุณปรางสามารถเข้ามาอยู่ในธุรกิจใหม่นี้ได้ ก็คือ ความรอบรู้ขั้นตอนงาน เธอสามารถเจาะลึก มองเห็นลู่ทางของตลาดใหม่ เรียกได้ว่าเข้าใจสิ่งที่ลูกค้าทำ และต้องการ สามารถเข้าไปเสนอความเปลี่ยนแปลงที่ดี สะดวก และง่ายให้ได้ครบวงจร คุณปรางอธิบายว่า “เอาง่ายๆค่ะ มีระบบของเราตัวเดียวใช้ได้เป็น Work Flow หมดตั้งแต่ต้น จนจบ เหมือน Process คล้ายๆของงานอีเวนท์ แต่จุดนี้ ปรางมาอยู่ในมุมของผู้เสนอการบริการให้แก่คนจัดงาน องค์กร บริษัท หรือเป็นหน่วยหนึ่งที่ส่งเสริมความ Flow ของงานได้ครบถ้วน รวดเร็ว แม่นยำและตรวจสอบได้ คือเป็นอะไรที่ท้าทายดีค่ะ มีอะไรใหม่ๆให้ทำ ให้เรียนรู้ มีการคิดสร้างสรรค์ ตลอด เราเอาสิ่งที่เคยทำมาเปลี่ยนมุมมอง สร้างตลาด ที่สำคัญคือมีเวลาให้กับตัวเองมากขึ้น” คุณปรางบอกว่า เธอหันกลับไปมองการเดินทางของตัวเอง ตั้งแต่เรียน ทำงานเจ็ดกว่าปีแบบไม่ได้หยุดหย่อน และปัจจุบัน เธอเห็นความเปลี่ยนแปลง ทั้งชีวิตหน้าที่การงานและเรื่องส่วนตัว ครอบครัว สิ่งที่เปลี่ยนไปคือมีความนิ่งไปกับชีวิตตัวเองในหลายๆเรื่อง รู้จักคุณค่าที่แท้จริงของความสุข การใช้ชีวิตทั้งในเวลางาน และนอกงาน ได้ให้โอกาสตัวเองทำสิ่งที่รัก มีเวลาให้กับคนที่รัก ความบาลานซ์ของชีวิตมีตามมาตามเวลา การสนทนาวันนี้จบลงที่เราสองคนอำลากันด้วยความรู้สึกอิ่มเอิบกับการที่คนหนึ่งได้แชร์ประสบการณ์ ความรู้ความคิด และอีกคนหนึ่งได้เรียนรู้มากขึ้น กระจ่างขึ้นในสิ่งที่สงสัยและอยากรู้ ไม่ว่าจะเป็นอีเว้นท์ในส่วนที่เป็นงาน และอีเว้นท์ในชีวิตที่ผ่านมาของผู้หญิงเก่งอีกคนหนึ่งที่ชื่อ ปรางมาศ จันทร์สร้าง

Event-management-10

รูปภาพงานอีเว้นท์บางส่วนที่ได้ร่วมงานกับเหล่านักร้องและนักแสดง