ปราบ เอื้อพัชรพล นักธุรกิจหนุ่มไฟแรงศิษย์เก่าจากสวิตเซอร์แลนด์ ตอนที่ 2 - Swiss Education Group
ข่าวสาร

ปราบ เอื้อพัชรพล นักธุรกิจหนุ่มไฟแรงศิษย์เก่าจากสวิตเซอร์แลนด์ ตอนที่ 2

By 26 April 2018 No Comments
CharoenKrung-Cafe-Bar-8

คุณทอม ปราบ เอื้อพัชรพล ถูกเรียกตัวกลับบ้าน ตอนไปฝึกงานที่ไต้หวัน แม้ว่าทางโรงแรมที่ไต้หวันจะเสนอทำวีซ่าให้ทำงานอย่างถาวร แต่เธอก็ต้องกลับมาประเทศไทย เป็นการเปลี่ยนแปลงอีกครั้งหนึ่งของชีวิต เพราะกลับมา ก็นั่งเก้าอี้ผู้บริหารไม่ใช่การอยู่ในครัวทำอาหารอย่างที่ชอบ คุณปราบเอาความรู้ที่เรียนมาจากสวิส มาปรับปรุงกิจการในบริบทวัฒนธรรมบ้านเรา คุณปราบบอกว่าตอนนั้นเธอร้อนวิชามาก “อยากลองของ”

ปราบ เอื้อพัชรพล

ร้อนวิชาและการสั่งสมประสบการณ์

“จริงๆแล้ว ผมได้เรียนวิธีการบริหารธุรกิจตอนกลับมาทำงานที่บ้าน เพราะทำงานเป็นตัวแทนของครอบครัว เรามาเป็นคนรักษาผลประโยชน์ของเราเอง ซึ่งก่อนหน้านั้นทำงานที่สวิสและไต้หวัน เราก็เป็นพนักงาน ที่มีทัศนคติแบบพนักงาน ถึงแม้ว่าจะร่ำเรียนมาก็ต้องทำงานตามที่เขาจ้างเรา เราทำดีของเรา แต่บางอย่างเราก็มองว่ามันนอกเหนือหน้าที่เรา ไม่สามารถเข้าไปแก้ไขได้ ส่วนการทำงานในตำแหน่งการเป็นเจ้าของธุรกิจเอง เราก็ต้องเลือกบทบาทให้ถูก ตรงไหนเป็นพระเดชตรงไหนเป็นพระคุณ คือการให้โอกาส การให้อภัย หรือการคาดโทษ มันต้องประสานกัน เพื่อให้องค์กรเจริญเติบโตไปได้ ครับ” และในระยะเวลาแค่สองปีทุกอย่างก็ลงตัว คุณปราบ (อาจจะร้อนวิชาอีก กับประสบการณ์ที่สะสมมา) เลยออกมาทำกิจการของตัวเอง ด้วยเหตุผลส่วนตัวที่ว่า โรงแรมใหญ่รู้สึกว่ามีช่องว่างของพนักงาน รวมไปถึงลูกค้าและการจัดการ เลยอยากทำอะไรเล็กๆ ที่ลดช่องว่างให้มีความใกล้ชิดลูกค้ามากขึ้น

glur hostel room

ออกมาเปิดกิจการโฮสเทล

“ตอนนั้นโฮสเทล ยังไม่ดังเลยครับ บอกใครเขาก็ร้อง ฮ้า อะไรเนี่ย โฮสเทล มันคืออะไรกันเหรอ แล้วจะมีใครมานอนกัน” คุณปราบเล่าเคล้าเสียงหัวเราะ ถึงที่มาว่าทำไมโฮสเทล ซึ่งอาจจะเป็นส่วนหนึ่งของการเริ่มต้นธุรกิจของคุณปราบ “ผมได้ประสบการณ์ตอนเที่ยวที่สวิส นอน B&B (Bed and Breakfast) เป็นบ้านคุณยาย ผมก็นอนที่โซฟา ได้คุยกับคุณยาย แถมเอาขยะไปทิ้งให้คุณยายอีกต่างหาก เป็นอะไรแบบนี้ เราก็เอ๊ะ สบายดีนะ คนละอารมณ์กันกับโรงแรม ได้กุญแจ จ่ายตังค์ เช็คเอาท์ ไม่รู้จักใคร ถ้าเป็นโรงแรมใหญ่พนักงานเขาก็ยุ่งไม่ได้คุยกับแขก” จากประสบการณ์ที่ได้เคยสัมผัสมา กลายมาเปิดกิจการเอง คุณปราบเริ่มกิจการของตัวเองโดยทำทุกอย่างเองหมด เป็นวันแมนอาร์มี่ ตอนนั้นไม่มีพนักงาน ทำงานเองตั้งแต่แปดโมงเช้าเลิกเที่ยงคืน ตีหนึ่ง เนื่องจากเป็นกิจการที่ต้องบริการลูกค้า 24 ชั่วโมง ก็แขวนป้ายพร้อมเบอร์โทร ถ้าแขกมาก็ลงมาบริการ เพราะนอนอยู่ที่ทำงาน “ตอนนั้นผมล้างห้องน้ำ เปลี่ยนผ้าปู ชงกาแฟ ทำทุกอย่าง เพราะไม่มีตังค์ จ้างพนักงานครับ จนได้สักสามเดือน ก็มีตังค์ แค่จ้างน้องนักศึกษาพาร์ทไทม์ให้ช่วย เฝ้าร้านตอนดึก ผมจะได้นอนมากขึ้น เพราะกลางวันเราทำเองได้ อย่างนี้มาสักพัก ธุรกิจไปได้ดี ก็มีการขยายสาขา ทั้งต่างจังหวัดและกรุงเทพมหานคร ธุรกิจค่อยข้างเติบโตไปในทิศทางที่ดี จากเมื่อก่อนผมเป็นคนทำเองดูแลเอง ตอนนี้ก็เป็นพนักงานดูแล เสน่ห์บางมุมที่ผมสัมผัส มีบ้างที่มันหายไป แต่ก็ยังมีอะไรเก่าๆอยู่ มันก็กลายเป็นอีกแบบหนึ่งที่มีการเปลี่ยนแปลง ปรับตามกาลเวลาการเติบโตของธุรกิจ

ปราบ เอื้อพัชรพล

ย้อนความทรงจำและตามหาวี่แววของความเป็นนักธุรกิจหัวก้าวหน้า

“ตอนเรียนที่สวิสผมทำข้าวแกงขายครับ” โรงเรียนเป็นโรงแรมเก่าและภายในโรงเรียนก็มีครัวให้ที่หอพัก แต่ก็มีกฎ ห้ามทำกับข้าวกินในห้อง ผิดกฎ แต่คุณปราบเธอถอดฟิว เครื่องตรวจจับควัน ออกเอาถ้วยมาม่าครอบ แล้วเอาผ้าขนหนูเปียกอุดรูประตู ตอนนั้นทำแกงเขียวหวาน โน้นนี่นั้นขาย คือขายดีมาก “คือวันเสาร์ นักเรียนหายไปจากโรงอาหารมายืนต่อคิวรอกินข้าวแกงห้องผม” เล่าไปหัวเราะไป คุณปราบก็ขอให้คุณแม่ส่งเครื่องแกง และข้าวสารทีละ 30 กิโล ส่ง DHL มาเลย เอาพวกหนังสือ เสื้อผ้าวางไว้ข้างบน แต่ข้างล่างเป็นเครื่องแกงทั้งนั้น” รายการอาหารก็เป็นแกงแบบไม่เผ็ด มีพริกน้ำปลา (อันนี้ฝรั่งทึ่งและงงงวยว่าคืออะไร) กับข้าวสองสามอย่าง ข้าวเติมได้ไม่อั้นแบบข้าวหุงในหม้อหุงข้าว เข้ามากินได้ทีละห้าคน กินเสร็จจ่ายตังค์แล้วก็รีบออกไป รอบใหม่เข้ามา “ตอนนั้นผมเก็บแพงนะครับ หัวละเป็นพัน แบบคิดเป็นเงินไทยนะครับ” รายได้ดี มีตังค์ซื้อบัตรโทรศัพท์คุยกับที่บ้าน “คือทำมาหากินเอาตังค์มาซื้อบัตรโทรศัพท์หมด สมัยนั้นเป็นแบบขูดๆ ผมโทรหาคุณแม่ทุกวัน”

แต่ในปัจจุบันทางโรงเรียนมีการเข้มงวดและเน้นความปลอดภัยของนักเรียน ดังนั้นไม่อนุญาติให้นักเรียนทำอาหารในห้องพัก

ปราบ เอื้อพัชรพล

ลูกศิษย์มีครู

“ผมไปไต้หวันทุกปี หลังจากกลับมา ไปเยี่ยมหัวหน้าเชฟที่เคยสอนตอนทำงาน เป็นเหมือนครู ไปลับมีดให้เขา” เป็นความรู้สึกเหมือนลูกศิษย์กับครู ไม่ใช่หัวหน้าและลูกน้อง “คือตอนที่ทำงานนั้น ผมช่วยเขาทำงานนอกเวลาบ่อยมาก ไม่เอาโอที บอกเขาว่าไม่เป็นไร ช่วยกันประหยัดงบ และงานสำเร็จ เขาก็เริ่มเอ็นดู สอนงาน”  “พูดกันไม่รู้เรื่องนะครับ แค่ เยส โน แต่ก็สื่อสารกัน เรียกว่าเป็นครูเรา”  ส่วนมากเชฟจะหวงมีด และชอบซื้อมีดอย่างดีเป็นสมบัติส่วนตัว มีดจึงมีความสำคัญ เราถามว่าคุณปราบซื้อมีดเยอะไหม  “ไม่เลยครับ ผมชอบซื้อรองเท้า” “คือชอบช๊อปปิ้งรองเท้ามาก ไต้หวันรองเท้าถูก เราซื้อ 40-50 คู่เลย”  อันนี้เป็นจุดอ่อนของคุณปราบ  “ตอนนั้นเฟสบุคเพิ่งมา ถ่ายแต่รูปรองเท้าตัวเอง” หัวเราะ “วันหยุดเปลี่ยนรองเท้าวันละสองสามคู่” คุณปราบเล่าด้วยความสนุกสนาน “คือเก็บกด อยู่แต่ในครัว ใส่แต่ชุดเชฟ ก็เลยซื้อรองเท้าครับ” จบท้ายด้วยการเล่าว่าเดี๋ยวนี้ก็ยังซื้ออยู่

ข้อคิดฝากไว้ให้กับน้องๆผู้ที่สนใจในงานด้าน Hospitality

เราเข้ามาสู่การสนทนาแบบขอแชร์ประสบการณ์และขอข้อคิดจากคุณปราบ ส่งผ่านน้องๆที่ยังคิดอยู่และกำลังตัดสินใจสำหรับอนาคต  “ผมลองผิดลองถูกมาหลายเรื่อง ผมเองก็ยอมรับว่ายังมีอีกหลายอย่างที่เรายังไม่ได้เรียนรู้ และยังอยากจะเรียนรู้ไปเรื่อย ๆ ช่วงนี้ผมก็ไปเข้าคอร์สอบรมต่างๆ เรียนภาษา เราต้องเรียนเสมอให้รู้ว่าตอนนี้ชาวบ้านเขาทำอะไรอยู่”   “ผมไม่ได้บอกว่าการที่ไม่ไปเรียนต่อไม่ดี แต่มันคือ ถ้าเราเลือกที่จะเรียนต่อ เขาก็จะเตรียมความพร้อมให้คุณ ให้คุณเจอสถานการณ์ยากๆ แล้วคุณจะได้ไม่ต้องเสียเวลาลองผิดลองถูก ผมคิดว่ามันก็ขึ้นอยู่กับแต่ละคนด้วย ในการเลือกโรงเรียน ที่เหมาะสมกับคุณ โรงเรียนแต่ละที่มีลักษณะต่างกัน ทัศนคติต่างกัน ไม่เหมือนกัน” คุณปราบเสริมว่าโรงเรียนที่เธอเรียนสอนให้มีเขี้ยวเล็บ เพราะสอนเรื่องครัว เป็นโอเปอเรชั่น  “เหมือนกับผมไปเรียนเป็นห้องเครื่องของเรือ รู้ระบบความยากง่ายและการทำงาน”  แต่ข้อคิดที่สำคัญและหลักการทำงานส่วนตัวของคุณปราบอยู่ตรงที่   “เวลาผมทำงาน ผมจะทำงานให้เป็น Linch Pins มันเป็นเข็มสลักอันเล็กๆอันหนึ่งในนาฬิกา มันอาจจะดูไม่ใหญ่โตหรูหรา แต่ใช้สำหรับผม ผมคิดว่ามันเป็นชิ้นส่วนที่สำคัญมาก เพราะมันทำหน้าที่คอยเชื่อมให้ฟันเฟืองทุกส่วนทำงาน อย่างมีประสิทธิภาพ และที่สำคัญคือถ้าขาดหายสิ่งนี้ไป เฟืองแต่ละส่วนก็จะไม่ทำงาน” 

คุณปราบและเราจบการสนทนาอันมีค่ายามบ่าย เราลาคุณปราบออกมา ในขณะที่เธอกลับไปทำงาน เราคิดในใจทบทวนบทสนทนา คิดว่า “ทำไมคุณปราบถึงได้ประสบความสำเร็จเช่นนี้ สิ่งที่สำคัญที่เธอมีและต้องมีของการทำงานคือ การเป็นคนที่ทำงานหนัก ขยันหาความรู้และสนุกกับการที่ได้เรียนรู้ไปอย่างไม่หยุดนิ่ง”

CharoenKrung-Cafe-Bar-9
Rooftop Duplex Room(1)-500x500
Female Dorm-500x500
In City Room-500x500
Glur Coffee Bar (1)-500x500
Private 2 Persons Dorm-500x500
Glur Coffee Bar(1)-500x500
Beverage Menu -500x500
Beverage Menu-500x500
Coffee at Glur-500x500

ถ้าใครไปแถวเจริญกรุงแวะไปนั่งชิลล์ๆ ที่ร้าน CharoenKrung Cafe Bar อีกหนึ่งในร้าน หลายๆร้านที่คุณปราบสร้างสรรค์ ร้านเล็กๆ สุดเก๋ ที่รับรองได้ว่าไปแล้วต้องไปอีก

CharoenKrung-Cafe-Bar-3
CharoenKrung-Cafe-Bar-2
CharoenKrung-Cafe-Bar-5
CharoenKrung-Cafe-Bar-1