ปราบ เอื้อพัชรพล นักธุรกิจหนุ่มไฟแรงศิษย์เก่าจากสวิตเซอร์แลนด์ - Swiss Education Group
ข่าวสาร

ปราบ เอื้อพัชรพล นักธุรกิจหนุ่มไฟแรงศิษย์เก่าจากสวิตเซอร์แลนด์

By 4 April 2018 No Comments
ปราบ เอื้อพัชรพล

ชีวิตเต็มไปด้วยการเปลี่ยนแปลง เสริมสร้างบทเรียนใหม่ๆให้เรา การเปลี่ยนแปลงที่เป็นบทเรียนของ คุณทอม ปราบ เอื้อพัชรพล เจ้าของธุรกิจ Glur Bangkok Hostel & Coffee bar จากความตั้งใจแรกเริ่มที่ชอบทำอาหาร ไปเรียนเป็นเชฟ และเปลี่ยนแปลงมาจน เป็นเจ้าของกิจการมากมาย ช่างเต็มไปด้วยความน่าสนใจเสียจริง สำหรับน้องๆทุกคน ที่กำลังไล่ล่าความฝัน เรามาทำความรู้จักกับนักธุรกิจหนุ่มรุ่นใหม่ไฟแรงศิษย์เก่าจากสวิสเซอร์แลนด์ คนนี้กันเลยค่ะ

ปราบ เอื้อพัชรพล

ผมเป็นคนชอบทำกับข้าว และถูกสอนให้ทำอะไรเองตั้งแต่เด็ก

คุณป้าคนสัมภาษณ์แอบปลี้มเล็กๆ ก่อนที่จะเดินทางมาคุยกับคุณปราบแล้ว เพราะได้ยินกิตติศัพท์ว่า คุณปราบเริ่มต้นด้วยการเรียนทางสายเชฟมา และตอนนี้เป็นเจ้าของโฮสเทล สุดฮิป ปังมากค่ะ ช่วงป้าสมัยสาวๆชอบเที่ยวแบบนอนโฮสเทล เพราะมันฮิป ที่ว่าไม่ใช่โรงแรม และราคาถูกกว่า ได้เจอคนมากมาย และรู้สึกรีแลกซ์ นั่นเมื่อสมัยนานมาแล้วที่ YWCA เพิ่งเริ่ม ที่แม่ฮ่องสอน ถนนข้าวสารเพิ่งเดินตั้งไข่ในวงการโฮสเทล บทสัมภาษณ์นี้จะได้รู้จักคนรุ่นใหม่ไฟแรงทำธุรกิจฮิปในสมัยกาลปัจจุบันแบบว่า ไม่ต้องย้อนยุค ในย่านใจกลางเมืองบางกอกนี้หล่ะอ่ะ

คุณปราบยิ้มกว้างเกริ่นบทสนทนาว่า “ผมเป็นคนชอบทำกับข้าว และถูกสอนให้ทำอะไรเองตั้งแต่เด็ก” เป็นคนหนุ่มที่โตมากับคุณแม่ที่สอนให้ลูกชายทำอะไรๆเอง คือมีพี่เลี้ยงนะคะ ที่บ้านทำกิจการจิวเวลรี่ ก็มีคนช่วยงานอยู่ แต่คุณแม่ให้พี่เลี้ยงทำอย่างอื่นทั่วไป ประมานว่าแม่บ้านทำทุกอย่างยกเว้น ส่วนของลูกชายปราบ ที่ต้อง ถูพิ้นห้องเอง ซักผ้าเอาเข้าเครื่องเอง ตาก รีด ล้างจาน ทำเองหมด “ตอนนั้นก็ไม่เข้าใจคำว่า เหนื่อย ตามประสาเด็กๆ ผมก็อยากดูการ์ตูนนะครับ” คุณปราบว่าไปแล้วก็หัวเราะ “ก็เลยดีที่ว่า เวลามีแม่บ้านใหม่มา เราก็รู้เลยว่าเขาทำงานเป็นหรือเปล่า เพราะเราทำมาตลอด” ซึ่งอันนี้เป็นรากฐานทักษะของคนเป็นเจ้าของกิจการในภายหน้าเลย เจ้าของที่รู้จริง ทำเป็น

คุณปราบเล่าต่อ “แล้วผมก็ชอบทำอาหารมาตั้งแต่เด็ก อยู่กับคุณแม่ ประมาณช่วง ประถมห้า ไปจ่ายตลาดเอง แม่ให้เงินไปก็หัดซื้อหัดดู ปั่นจักรยานไปซื้อเครื่องแกงทำกับข้าว แล้วก็ช่วยคุณแม่ซื้อของเข้าบ้าน คุณแม่เป็นคนทำ พอเข้าช่วงมัธยมหนึ่งถึงมัธยมสอง ผมเป็นคนเตรียมทุกอย่าง พอขึ้นมัธยมสามถึงมัธยมสี่ผมทำกับข้าวเป็นล่ะ เมนูประจำคือ แกงเขียว แกงจืดผัดผัก ผัดกระเพราทำเป็นฮะ แยกแยะใบกระเพรา แมงลัก โหระพาได้ ตอนนั้นเราก็ไม่รู้ว่าการทำอาหารเองได้แต่เด็กน่ะ มันแปลกนิดหน่อย เข้ามหาวิทยาลัยแล้วเพิ่งรู้ว่า เพื่อนๆไม่ค่อยมีใครทำกับข้าวฮะ ก็ อ้อเลยนะ”

คุณปราบยังเล่าอีกว่า ช่วงเรียนมหาลัย  Bachelor of Arts Program in Sustainable Tourism Management มศว ได้ฝึกงานที่โรงแรมแกรด์โฮเทล ซึ่งคุณปราบขอเข้าครัวอย่างเดียวเลย (ที่จริงแล้ว หลักสูตรนี้ฝึกงานทุกปี ครั้งละสามถึงสี่เดือนตั้งแต่ปีหนึ่ง และแต่ละปีก็จะเปลี่ยนสาขาหน้าที่ไป เช่น เกี่ยวกับอาหาร แล้วไปทัวร์ สายการบิน คือจะมีไกด์ไลน์ให้) คุณปราบมีความมั่นใจมาก ขอฝึกในครัวทั้งสี่ปี เปลี่ยนโรงแรมไปทุกปี  “ตอนฝึกใหม่ เราก็ถูกจัดว่าเป็นนักศึกษา ก็ปอกหอม เด็ดผัก เอาโน่นนี่นั้นไปล้าง คือเป็นงานปริมาณครับ” แล้วปีสองก็ดีขึ้นเพราะเขารู้ว่าเราเคยทำอะไรมาบ้าง เขาให้งานที่ยากขึ้น ก็เกิดการเรียนรู้ลำดับขั้นในครัว เชฟสั่งก็ทำไป แต่จริงๆแล้วได้ความรู้จากพี่ๆพนักงานประจำที่ช่วยสอน อย่างการจับมีด การหั่นที่มีความแตกต่างกัน เราก็เก็บความรู้ตรงนี้มา ผสมผสานกันจากตอนเด็กและตอนฝึกงาน

ปราบ เอื้อพัชรพล

แล้วก็ถูกถามว่า “แล้วตอนนั้นตั้งใจว่าจะจบออกมาเป็นเชฟ ?”

เปล่าครับ” ตอบด้วยรอยยิ้มกว้างๆ เราอ้าปากร้องอ้าว คุณปราบอธิบายต่อว่า จริงแล้วตอนนั้นก็ไม่ได้ตั้งใจจริงๆ ไม่ได้โกหก ก็คือตอนเรียนหนังสือแค่ชอบทำอาหาร อาชีพเชฟตอนนั้นยังไม่เป็นที่ฮิต ไม่ดังเหมือนเดี๋ยวนี้ ไม่ได้เป็นเซเลบริตี้ทีวี คือไม่มีอะไรเลยคร๊าบ เชฟก็คืออาชีพแรงงานประเภทหนึ่งในยุคนั้นนะฮะ” แล้วก็ตอบมาตรง ๆอีกว่า  “คือผมจบออกมาอยากเป็นพนักงานออฟฟิศมาก มันเท่ห์ดี ได้นั่งรถฟ้าไปทำงาน มีเงินเดือน สมัครไปสิบห้าที่ไม่มีคนรับเลยซักที่ฮะ” ฮามากค่ะทั้งคนตอบคนถาม  “ผมได้เกียรตินิยมด้วยนะครับ ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมเค้าไม่รับ” เราก็พยายามนั่งนึกไปมาในใจอยู่เงียบๆด้วยความจริงใจ คุณสมบัติเธอก็เพียบ เรียนก็เก่งฝึกงานก็ตั้งใจ แล้วอะไรเป็นเหตุ?

คุณปราบเสริมเล่าต่อว่า “ผมไม่ได้ขอเงินเดือนเยอะเลย น้อยมากด้วยซ้ำ แล้วผมก็สมัครไปทั่ว ตั้งแต่บริษัทชิปปิ้ง จนถึงธนาคาร ภาษาผมก็ได้ เรียนภาคอินเตอร์มา จบออกมาก็ตอนสบู่แตกแล้วต้มยำกุ้งเรียบร้อย การจ้างงานก็เริ่มขยับ แต่เขาอาจมองว่า เป็นเพราะผมจบโรงแรมการท่องเที่ยว และงานส่วนมาก็ยังหายากอยู่เหมือนกัน ตอนนั้น ก็คิดว่าอยากเก็บตังค์ไปเรียนต่อที่ไหนดีไหมสักที่ ใจหนึ่งผมก็ยังชอบทำอาหารอยู่ แล้วอีกใจก็ชอบถ่ายรูปครับ” 

ตอนนั้นช่างภาพตากล้อง ฟรีแลนซ์รับถ่ายรูปยังไม่ค่อยมี คุณปราบบอกว่าเธอเป็นคนเริ่มตลาดแรกๆเลยค่ะ รายได้ดีมาก คู่แข่งไม่ค่อยมี ถ่ายรูปได้เดือนละสามสี่แสน ครึ่งวันสี่ห้าพัน (คุณปราบว่าโชคดีอยู่ที่ไม่ได้งานประจำทำ) “ตอนนั้นผมทำได้สองเดือนแรกๆก็ตั้งบริษัทเลย เพราะรู้ว่าดีมานด์มากจนทำเองไม่ไหว เราก็ว่าจ้างช่างภาพมารับงานเป็นคอมมิชชันเบซเพราะเราหาลูกค้าได้รวดเร็วอยู่แล้ว แต่สมัยนี้ไม่เหมือนเดิมแล้วคู่แข่งเพียบ การแข่งขันสูงมาก ตัดราคาหั่นแหลกครับ พอทำได้ปีเดียวผมก็เก็บตังค์ ตั้งใจไปเรียนต่อ”

Cesar Ritz Culinary-Arts campus

การตัดสินใจ เปลี่ยนใจ และทำไมต้องไปสวิตเซอร์แลนด์?

ตอนนั้นคุณปราบเลือกไว้หลายที่ หลายสาขาที่อยากเรียน ไม่อยากเรียนบริหารอย่างเดียว มันกว้างไป แต่อยากเรียนอะไรที่เฉพาะเจาะจง โจทย์มีให้คิดมากอยู่ค่ะ หนึ่งชอบถ่ายรูป ไปเรียนถ่ายรูปดีไหม สองเรียนทำทอง หรือด้านจิวเวลรี่ เพราะเป็นกิจการที่มีแล้วที่บ้าน สามเรียนเชฟ เอาล่ะ มาฟังคำอธิบายจากเจ้าตัวกันดีกว่า “เรียนทำทองเนี่ย ที่บ้านเชียร์มาก อยากให้ไปเรียนเทคโนโลยีเอามาใช้ แต่เรามองว่าตลาดบ้านเรามีรูปแบบไม่เหมือนเมืองนอก ลูกค้าคนไทยนั้น

มีเทรนด์ประเภทหนึ่งที่ฝรั่งไม่เข้าใจ แต่ละตลาดก็ไม่เหมือนกันเลยทั้งฮ่องกง จีน อังกฤษ ยุโรป ถึงไปเรียนได้ความรู้มา เอามาใช้ในโรงงานพวกช่างคงไม่เอาด้วย เทคโนโลยีบ้านเราตอนนั้นยังไม่ถึง เลยคิดว่าของที่บ้านที่มีอยู่แล้ว มันยังไม่ต้องไปเปลี่ยน เลยตัดสินใจไปเรียนอะไรที่สามารถเอามาต่อยอดธุรกิจอื่นๆได้มากกว่า  “คุณปราบ ตัดสินใจไปเรียนที่ โรงเรียน DTC ซึ่งตอนนี้คือ César Ritz Colleges ใจกลางเมืองลูเซิร์น ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งคิดว่ากลับมามีภาษีดีกว่าที่อื่น ที่เลือกที่นี่เพราะโรงเรียนที่เน้นสอน Culinary Arts เป็นหลักมากกว่างานส่วนอื่น และเลื่องชื่อว่าผลิตเชฟที่เก่ง โรงเรียนอดีตเคยเป็นโรงแรมมาก่อน ปัจจุบันโรงเรียนมีความพร้อมและเหมาะสมกับการเรียนการสอนงานด้านอุตสาหกรรมการโรงแรมเลย เรียนปีเดียวแล้วฝึกงานอีกปี เสร็จสรรพ

culinary atrs

แล้วอะไรคือความแตกต่าง ระหว่างห้องเรียนที่ไทยกับสวิส

คำถามนี้เราถามทุกคนที่เป็นศิษย์เก่า อยากรู้คำตอบของคุณปราบว่าจะเหมือนคนอื่นไหม อย่างไร คุณปราบไม่ รีรอ ตอบว่า  “ทัศนคติของนักเรียนและการเรียนการสอนครับ”  เล่าต่อว่า  “อย่างบ้านเรา ผมโตมากับระบบไทย อาจารย์มาถึงก็บอกโอเค เปิดหนังสือหน้านี้ เราจะเรียนเรื่องนี้ นักเรียนก็เรียนไป เรียนเสร็จก็มีคำถามนิดหน่อยหลังเลิกเรียน”  “อย่างตอนที่ผมไปเรียนที่สวิสใหม่ๆ นี่ก็ช็อคนิดหนึ่ง ครูเชฟแจกสูตรอาหารยุโรป มาเป็นปึก บางอันก็เป็นภาษาเยอรมัน ไม่อังกฤษด้วยซ้ำ ไม่มีความรู้มาก่อน แต่ต้องทำแล้วฮะ” คุณปราบรำลึกความหลังและหัวเราะไปพลางๆ “แล้วให้วันนี้ พรุ่งนี้หวังเลยว่าทำได้ คือตอนนั้นกูเกิลยังไม่มี ไอโฟนยังไม่ออก โทรศัพท์ แบล็คเบอรี่ยังไม่เกิดจากไข่ กูเกิ้ลทรานสเลทยังไม่มี ไม่มีใครช่วยเหมือนสมัยนี้” ฮาเลยค่ะ

คุณปราบเล่าว่า เมื่อเข้าห้องเรียนจริง ครูสั่งให้ทำโน่นนี่ ไม่ใช่ทุกคนทำได้หมด เขาต้องการสร้างความกดดัน ให้รู้ว่างานจริงๆ จะเจอความกดดันในการที่ต้องเรียนรู้อะไรในระยะเวลาสั้นๆ และลักษณะการสอนคือ เลียนแบบการเป็นนายจ้างลูกจ้างเลย และก็ไม่ใช่หยุดแค่เข้าครัว แต่สอนให้เราต้องสั่งของเตรียมของล่วงหน้าสำหรับวันต่อไปสั่งและไปซื้อจากตลาดจริง จ่ายตังค์ทำบัญชีเอง ใครลืมก็ตก ณ จุดตรงนั้นบัดนั้นเลย ชั่วโมงแรกๆจะแบ่งเป็นกลุ่มใหญ่ก่อน แล้วก็ค่อยๆเล็กลง จนเหลือแบบเดี่ยว ต้องทำคนเดียวรับผิดชอบตัวเอง คือแบบที่ว่ามานี้ทุกอย่างเกิดขึ้นแค่ชั่วเวลาเดือนเดียว

Culinary Arts Academy Switzerland

A day in the life ของนักเรียนที่ชื่อปราบ กับการสอนและการเรียนที่เปลี่ยนเรา

“ตอนนั้นผมเรียนสองวิชาในวันเดียวกันครับ ผมเรียนในหลักสูตร Advanced Diploma หลักสูตรสองปี เรียนตั้งแต่หกโมงถึงเที่ยงอยู่ในครัว แล้วพักหนึ่งชั่วโมง เปลี่ยนชุดครัว ใส่สูทมาเรียนตอนบ่ายโมงถึงห้าโมง ในวิชาการบริหารในห้องเรียน แล้วทุกวันจะมีการบ้านทำโปรเจคส่งในวันรุ่งขึ้น ผมมีเวลานอนน้อยมากครับ แต่ก็ยังแอบมีเวลาทำข้าวแกงไทยขายในหอ อันนี้ไว้เล่าตอนหลังคร๊าบ” คือที่โรงเรียนเขาจะมีห้องพักสำหรับนักเรียน เราจะมีเวลามานั่งทำงานกลุ่มการบ้าน บางครั้งมีประชุมหนึ่งทุ่มถึงสามทุ่ม กับงานส่วนเชฟ หลังจากนั้นก็อยู่ประชุมกันต่อกับงานส่วนการจัดการจนเที่ยงคืน พักงีบที่ห้องแล้วตื่นมาทำการบ้านตีหนึ่งตีสอง ตื่นไปเรียนหกโมงอยู่ในห้องครัวแล้ว คุณปราบบอกว่า ตอนนั้น  “เรียนหนักกว่าตอนทำงาน”

ทุกอย่างเหมือนจะเข้มข้นเหมือนตอนติดตาม หนังแอคชั่น หนังบู๊ เพราะมันเป็นเรื่องของการแข่งขัน ไม่หมือนเรียนที่มหาวิทยาลัยเมืองไทย มีเพื่อนเรียนเพื่อนกิน เพื่อนช่วยกัน ที่โน่นเกรดเดี่ยวต้องเอาตัวเองให้รอด ไม่มีใครทำเผื่อใคร รับผิดชอบชีวิตตัวเอง ได้เอง ตกเอง เขาสร้างทัศนคติ (Attitude)ให้เรารับมือกับปัญหาอย่างแบบมืออาชีพ “สร้างให้รู้จักแก้ปัญหาไม่ใช่เจอปัญหาแล้ววิ่งไปหาคนอื่นว่าทำอย่างไร” คือเราต้องสามารถทบทวนเองได้ว่า โอเค ปัญหาคืออะไร เราต้องแก้ไขอะไรบ้าง มีการวางลำดับจัดขั้นตอนอย่างไร เรียงลำดับขั้นตอนการแก้ปัญหาของตัวเองให้ได้ คุณปราบยิ้มแล้วเปรียบเทียบให้ฟังว่า  “ ชีวิตการเรียนรู้ของผมคงเป็นพวกสายโหด แบบกอร์ดอน แรมซีย์ นะครับ”  “คือทุกครั้งที่เราผ่านปัญหามาได้ แล้วย้อนกลับไปดู จะรู้สึกไปว่าที่จริงเขาใจดีกับเรา แรกๆยาก แต่เขาก็สอนมากขึ้น เพิ่มขึ้น ยากขึ้น ทำให้รู้สึกว่า ปัญหาที่ผ่านมามันง่าย ครูเขามีจิตวิทยาในการสอนและควบคุมความกดดัน แต่ก็มีหลายคนที่รับไม่ได้มีครับมีลาออกเกือบทุกเทอม” “ครูเขาไม่ได้มีหน้าที่มาอธิบายว่า ทำไมต้องสร้างความกดดัน ก็ลำดับขั้นการทำงานในครัวเมื่อจบจริงๆ มันเป็นเช่นนั้นจริง เป็นข้อมูลจริงนะครับ ลำดับยศในครัวเรียงกันเหมือนทหารเลย”

อันนี้อธิบายว่ามีสายบังคับบัญชานั้นหมายความว่าอย่างไรค่ะ คืองานในครัวนั้น มีหน่วยงานหน้าที่ เพื่อความชัดเจนว่าทุกคนต้องทำอะไร มีสเตชั่นและความรับผิดชอบ โดยภาพรวมสื่อสารเกี่ยวเนื่องกันทั้งหมด เช่น ตอนชั่วโมงแรกๆ ถูกสั่งงานเป็นกลุ่มใหญ่ แล้วแบ่งย่อยจนเดี่ยว เขาจะสั่งให้เรามีบทบาทในการทำอาหาร เช่นหน่วยทำซ๊อส ทำปลา เนื้อ ผัก กลุ่มหนึ่งทำเสร็จกลุ่มที่ทำอาหารจานต่อมาต้องจับเวลาเตรียมรอลงมือทำ ออกอาหารของตัวเอง คือเป็นทีมเสริมกัน เพื่อลูกค้า โรงเรียนจำลองสถานการณ์  “ความยุ่งยาก”  และปัญหาที่เกิดขึ้นจริง บางทีเขาก็จะสับเปลี่ยนหน้าที่กลางอากาศ ทั้งที่ทำไปได้ครึ่งทาง ให้ไปทำที่เพื่อนทำค้างไว้ คุณปราบบอกวิธีให้ฟังว่า  “สถานการณ์นี้ เราก็ต้องมาดูก่อนว่า อันไหนเสร็จแล้วถึงไหนแล้ว ต้องเตรียมพร้อม และขณะเดียวกันก็ต้องสื่อสารกับอีกทีม เป็นทักษะที่ทำให้เราเรียนรู้การแก้ปัญหาแบบไม่ “เกิดอาการแพนิค” เวลาเจอเรื่องร้าย (แบบภาษาลิเกคือ ใจสั่นใจหวิวจากอาการหวาดกลัวและตื่นตระหนกแบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย) อันนี้ คุณปราบว่า “ก่อนไปไม่เคยรู้เลยครับว่าต้องเรียนเรื่องนี้ (หัวเราะ) คิดว่าเรียนเรื่องอาหารสายต่าง ๆ ทำขนมนมเนย แบบคิดว่าง่ายๆ กินช็อคโกแลตหวานมัน แต่ไปเจอความหิน และไปได้ เพอร์สเปกทีฟ แบบต้องเข้มแข็ง คือรู้จักคิดเรื่องความสัมพันธ์ในการแก้ปัญหา ทำให้ทุกครั้งที่เรียนพร้อมการเติบโตขึ้น มองหันหลังกลับไปก็รู้สึกว่ามันไม่เท่าไหร่ ไม่ได้ยากอย่างที่คิด เพราะวันนี้เราเจอเรื่องหนักๆ แต่พรุ่งนี้ก็จะเจอหนักกว่าไปเรื่อย ๆ ความยากก็จะยากเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เหมือนสอนคนให้ห้ามล้มครับ ไม่ว่าคุณจะโดนอะไรปาใส่ คุณก็ต้องเดินไปข้างหน้า ต้องแก้ปัญหาทุกอย่างให้เสร็จก่อนที่จะเอาอาหารมาวางบนโต๊ะให้ลูกค้ามีความพอใจ”

คุณปราบเรียนจบ ก็ฝึกงานและการทำงานจริงที่ซูริค เธอบอกว่า ค่อนข้างลำบากเพราะหางานยาก นักเรียนเอเชี่ยนมักเป็นตัวเลือกสำรองเสมอ เจ้าของร้านจะชอบจ้างนักเรียนคอเคเซียนมากกว่า และเมื่อได้งานนายจ้างก็ไม่ได้ดูแลเราเท่าพนักงานผิวขาว “แต่ผมเข้าใจนะครับ เพราะเราก็เชื่อฝีมือพ่อครัวคนไทยผัดกระเพาะไข่ดาวมากกว่าเชฟฝรั่ง” ตอนนั้นก็ฝึกร้านเล็กๆในเมืองซูริค ทำหน้าที่เตรียมและดูแลของ แต่ไม่ได้หมายความว่าหั่นหรือสับ คือดูแลในสิ่งที่จำเป็น คุมสต็อก คือค่าแรงแพงเกินกว่าเขาจะจ้างมาให้เสียเวลาต้มไข่ ปอกเปลือกมัน ทุกอย่างมันมาแบบสำเร็จ แล้วสิ่งที่ได้คืออะไรล่ะคะ เราถาม คุณปราบ เธอตอบว่า  “คือความรู้สึกที่ย้ำคำตอบว่ามันง่าย เพราะเราผ่านความยากมาแล้วในเวลาเรียน ไม่ต้องมาลองผิดถูกเอง และในเวลาเดียวกันในโลกของการทำงานจริงในครัว ไม่มีใครเขามานั่งสอนคุณ เพราะเราถูกสอนมาอย่างดีแล้ว คุณทำได้ หรือทำได้ดีกว่าเขา คุณก็จะก้าวข้ามไป พร้อมพัฒนาฝีมือไปเรื่อยๆ ดังนั้นตอนที่ทำงานนั้น ทุกคนคือคู่แข่ง เพราะมันเป็นเรื่องของการแข่งขัน สู่ความก้าวหน้า ทางด้านการเรียน”

ต่อมาคุณปราบย้ายไปทำงานที่ไต้หวัน เพราะชอบเมือง ผู้คน และประเทศ ทุกคนที่นั้นค่อนข้างเป็นมิตร น่าอยู่ปลอดภัย รีแลกซ์กว่าเนื่องจากเป็นประเทศเอเชี่ยน ได้ทำงานที่รีสอร์ท ระดับห้าดาวในอุทยาแห่งชาติ ที่ห้องอาหารวีไอพี ลูกค้าต่างชาติ ต่างภาษา รวมทั้งเพื่อนร่วมงาน ที่ไม่พูดภาษาอังกฤษเลย (หัวเราะอีกยาวๆ)  “ผมก็ต้องเรียนภาษาจีน จดคำแปลแล้วมาพูด แต่ตอนนั้นชอบมากมีความสุข แล้วผมก็ผ่านอะไรยากๆมาแล้ว พออยู่ไต้หวันสนุกมากกว่าที่คิด คือสนุก จนไม่อยากกลับบ้านแล้วคิดอยู่ต่อเลย จริงนะครับ” ฟังแล้วคุณปราบดูจะพูดมาจากใจมาก แล้วเธอพูดต่อประโยคเด็ดว่า “แต่ทางบ้านเรียกให้กลับ”

Swiss Education Group ให้เชิญมิตรรักนักอ่านติดตามตอนต่อไป ว่าด้วย การเปลี่ยนแปลงที่นำมาสู่ความสำเร็จของ คุณทอม ปราบ เอื้อพัชรพล ฉบับหน้านะคะ